ข้อคิดจากเมล์ขยะ

22 02 2007

ช้างกับกิ่งไม้

คุณเคยได้รับเมล์ข้อความประเภทนี้หรือเปล่าครับ
 ระบบของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องถ่อสังขาร รอรถติดไปทำงาน
 ความเชื่อที่ว่าคนที่ทำงานรายได้ดีกว่าคุณเป็นคนเก่งกว่าคุณ ซึ่งนั่นหาใช่ความจริงไม่
 คุณคือใคร? คนที่ประสบความสำเร็จ-คนที่ล้มเหลว-คนที่พยายามจะประสบความสำเร็จ
การโพสต์ในเว็บเป็นธุรกิจเงินแสนต่อเดือน?
 คุณเคยคิดไหมว่าน่าจะมีวิธีทำเงินได้ดีกว่านี้
 ในสมัยเรียนเคยมีอาจารย์ท่านใด สอนให้คุณรู้จักวิธีสร้างความร่ำรวยบ้าง พวกเราเรียนหนังสือมาชั่วชีวิต แต่ไม่มีวิชาใดเลย ที่สอนให้เราร่ำรวยมั่งคั่ง
 ลองคลิกเข้าไปดูข้อความ ก็จะได้ความหมายคล้ายๆกัน เป็นการชักชวนให้ลงทะเบียน สมัครเป็นสมาชิก เข้าร่วมงาน ทั้งที่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างที่เขียนโน้มน้าวเอาไว้เลย
  เมล์ประภทนี้เป็นเมล์ขยะ-ที่ไม่ควรค่าแห่งความสนใจแม้แต่นิดเดียว
 แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีเมล์ขยะประเภทนี้ส่งเข้ามา จะด้วยเพราะผมมีเวลาว่างเหลือเฟืออะไรก็ตามแต่ แต่เมื่อลองคลิกเข้าไปดูเล่นๆ กลับได้ค้นพบข้อความที่เป็น “ของใหม่” ในเมล์ประเภทนี้
 และต้องยอมรับว่าน่าสนใจไม่เลวเลยทีเดียว
 มันเป็นเรื่องของ “ช้างกับกิ่งไม้”
 “นานมาแล้ว ชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง โดยล่ามโซ่ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่ พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้ ความพยายามหลายๆครั้งแล้วทำไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่า ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอสมควรแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง และเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้
 ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ มันจะไม่หนีไปไหน อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ
 เราเองก็คงไม่ต่างอะไรกับช้าง เราเชื่อไปเองว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ความเชื่อนี้จะฝังหัวเรามากขึ้นๆ จนในที่สุดมันกลายเป็นความจริงในจิตใต้สำนึก
 แต่ถึงที่สุดเราเองต้องตัดสินใจและตระหนักให้ได้ว่า สิ่งที่ผูกติดเราไว้ ไม่ใช่ต้นไม้หรือหรือขอนไม้ที่ใหญ่โต มันเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ
 สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเริ่มต้นที่จะกล้าหักกิ่งไม้นั้นทิ้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์”
 ”ช้างกับกิ่งไม้” นำมาจากหนังสือ The Elephant & The Twig ของ Geoff Thomson เท่าที่ทราบมีฉบับแปลเป็นภาษาไทยวางขายมาหลายปีแล้ว
 ซึ่งไม่รู้ทำอีท่าไหน ถูกโยงมาเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตไปเสียได้
 เป็นธุรกิจที่ดำเนินการจริง หรือหลอกลวงก็ไม่ทราบได้
 แต่เอาเถอะ-”ช้างกับกิ่งไม้” ก็มีคุณค่าบางอย่างในเนื้อหาที่น่านำเอาไปคิดต่อ
  “ช้างกับกิ่งไม้” ไม่ได้เป็นปรัชญาที่ซับซ้อน ลึกซึ้งอะไรนัก “ความคิด” ในเนื้อหาที่สื่อออกมา หากแปลความหมายผิดเพี้ยนไปก็อาจกลายเป็นทางเลือกอันตรายเสียด้วยซ้ำ
 แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอมองเห็น “ความดีงาม” ที่สอดแทรกอยู่ในนั้น
 บอกตามตรง บางแง่มุมใน “ช้างกับกิ่งไม้” พ้องพานกับความรู้สึก “การเริ่มต้น” ของการ “คิดการเล็ก” ในหลายแวดวงได้อย่างกลมกลืน
 แน่นอน-การเริ่มต้นของการคิดการเล็กนั้น บางทีก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเองคือช้างที่ถูกล่ามโซ่-มันไม่ได้เลวร้ายหรือหดหู่อะไรอย่างนั้น
 แต่เสียงเรียกร้องให้คนหนึ่งก้าวออกเดิน เพราะต้องการแสวงหาความลึกลับในป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์เบื้องหน้า นั่นต่างหากที่น่าใคร่ครวญหาคำตอบ
 มันเป็นเรื่องของ “หัวใจ” ล้วนๆไม่มีก้อนกรวดปน
 มีนักเขียนหนุ่มบางคนเคยให้สัมภาษณ์ว่า
 ” สำหรับผมแล้ว การรักในสิ่งที่ทำและได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่กันไป คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ส่วนผลที่ตามมาหลังจากนั้นทั้งเลวและร้ายก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป “
 แม้จะฟังดูเขื่องๆหน่อย แต่มันก็ใช่เลย
 อย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้มีความสุขกับการเกิดเป็น “ช้าง” ทุกคนครับ
 ไม่ว่าคุณจะถูก ” ล่าม ” เอาไว้หรือไม่ก็ตาม
 
 
 





นักข่าวกีฬาชื่อมิตช์ อัลโบม

20 02 2007

มิตช์ ภ??ลโบม

รู้จักนักข่าวกีฬาบ้างมั๊ยครับ

 ถ้าบ้านเราที่รู้จักส่วนมากก็คงจะเป็น “คนดัง” อย่าง “บิ๊กจ๊ะ” สาธิต กรีกุล เอกราช เก่งทุกทาง 

หรือถ้าเป็นรุ่นใหญ่หน่อยก็คงจะเป็น พิษณุ นิลกลัด 

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ท่านทั้งหลายที่ว่ามานี้ถือว่าหนักไปทาง “นักพากย์” มากกว่า ไม่ใช่ นักข่าวที่เกาะติดอยู่ในพื้นที่ ออกไล่ล่าหาข่าวจากแหล่งข่าวแต่อย่างใด 

ซึ่งอย่างหลังนี่ว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเสียง รูปร่างหน้าตาสักเท่าไหร่เลย 

แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในอังกฤษ-สหรัฐ การเป็น “นักพากย์” กับ “นักข่าว” แบ่งแยกกันโดยเด่นชัด 

ที่สวมหมวก 2 ใบค่อนข้างจะหายาก 

ที่เหมือนกันก็คือ “นักข่าวกีฬา” มักจะไม่เป็นที่คุ้นเคยเหมือนกับนักพากย์กีฬา หรือพวกคอมเมนเตเตอร์เท่าใดนัก 

ยกเว้นไว้คนครับ เขาชื่อ “มิตช์ อัลโบม” 

ว่าไปแล้วมิตช์ อัลโบม น่าจะเป็นแบบฉบับของ “อเมริกัน ดรีม” ได้อย่างสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง 

หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแบรนดีสมิตช์เริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อปี 1981 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ Queens Tribune ในนิวยอร์ก ก่อนจะลงหลักปักฐานกับ Detroit Free Press ในปี 1985 มาจนถึงปัจจุบัน 

แม้เขาจะเป็นเพียงนักข่าวกีฬา แต่ทรรศนะ การมองโลกของมิตช์มีความลึกซึ้ง มีความโดดเด่นเฉพาะตัว

ในรายงานของมิตช์มักจะให้ความสำคัญกับชีวิตและความเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้ปีละหลายร้อยล้าน แต่เขามักจะแจกแจงให้เห็นว่าชีวิตของสุดยอดนักกีฬาก็เป็นเหมือนปุถุชนทั่วไปเช่นกัน มีความผิดพลาด เหงา เศร้า มีด้านที่สมหวัง แต่ก็มีด้านที่ขื่นขมเช่นกัน 

ด้วยเหตุนี้ชื่อของมิตช์ อัลโบม จึงได้รับการยอมรับในเวลาอันรวดเร็ว ได้รับการเสนอชื่อเป็นคอลัมนิสต์กีฬาอันดับ 1 ของสหรัฐเป็นเวลาหลายปี

และมีงานเขียนปรากฎในหนังสือดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็นSport Illustrted ,GQ, Sport, The Newyork Times  

ไม่เพียงแต่เท่านั้น มิตช์ยังจัดรายการทางวิทยุ มีรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์เป็นของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น 

คอลัมน์ของมิตช์ในหนังสือพิมพ์ Detroit Free Press มีตีพิมพ์ทุกวัน แต่ในฉบับวันอาทิตย์เขามักจะฉีกแนวหันไปพูดถึงเรื่องหนัง ดนตรี ศิลปะ ครอบคลุมไปถึงการเมือง ปรัชญาและการดำเนินชีวิต

ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความสามารถและความสนใจอันหลากหลายนั่นเอง 

แม้จะโด่งดังสุดขีด แต่ มิตช์ บอกกับใครว่า งานที่เขารักก็คือเป็นนักหนังสือพิมพ์ เห็นผลงานของตัวเองตีพิมพ์ทุกวัน 

และอีกด้านหนึ่ง ความโด่งดังของ มิตช์เกิดขึ้นจากการเป็นผู้เขียน Tuesdays With Morrie ซึ่งฉบับแปลไทยโดยอมรรัตน์ โรเก้ ตั้งชื่อไว้ว่า “วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี่” 

เป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์ส ที่นักอ่านช่าวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี และยังมีงานสร้างชื่อตามมาอีกคือ five people you meet in heaven 

กล่าวสำหรับ Tuesdays With Morrie เป็นเรื่องจริงของ “มอร์รี่ ชวอตซ์” ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มิตช์เคยศึกษาอยู่นั่นเอง ครูมอร์รี่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้และได้แต่เฝ้านอนรอวันตาย แต่ในห้วงเวลานั้นเองมิตช์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมครูของเขา และได้มีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันระยะหนึ่งก่อนถึงวันแตกดับของผู้เป็นครู

และบทสนทนาทุกวันอังคารระหว่างครูและศิษย์ได้กลายมาเป็นหนังสือ Tuesdays With Morrie เล่มนี้นี่เอง 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรักให้แก่ผู้อื่น และการเปิดรับให้ความรักเข้ามา” นั่นคือประโยคทองในหนังสือเล่มนี้ที่จับใจคนทั่วโลก 

ในหนังสือ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในบทความเรื่อง”อารมณ์ตะวันตก”มีการหยิบยกหนังสือ Tuesdays With Morrie ขึ้นมาเขียนถึงด้วยความชื่นชมเช่นกัน มีความว่า 

“คำตอบที่มอร์รีมีต่อโลกและชีวิตไม่ได้เหมือนกับกระแสหลักที่ชี้นำสังคมอเมริกันอยู่เลย มอร์รี่เน้นเรื่องความรักและความเมตตาที่มนุษย์พึงมอบให้กัน และยอมรับการเกิดแก่เจ็บตายได้อย่างสง่างาม…” 

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ถ้อยคำสนทนาระหว่างอาจารย์-ลูกศิษย์คู่นี้คือการมองย้อนชีวิตในทุกๆด้าน รวมทั้งยังกล่าวถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เปี่ยมความหมาย

 ไม่น่าเชื่อว่านักข่าวกีฬาธรรมดาคนหนึ่งจะมีภูมิปัญญา และ การมองโลกที่ลึกซึ้งเยี่ยงนี้ 

บ้านเรามีนักข่าวกีฬาอย่าง มิตช์ อัลโบม สักคนก็น่าจะดีเหมือนกันนะ ผมว่า 





ลายเซ็นของ Jayhawks

19 02 2007

rainy.gif

 วัฒนธรรมดนตรีของโลกเลื่อนไหล ผันแปรไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อวานอาจเป็นวันของร็อก เฮฟวี่เมทัล อัลเทอร์เนทีฟ วันนี้อาจเป็นวันของแร็พ ฮิพฮอพ ชิลล์ เอาต์ การาจ ร็อก ไปจนถึง อีเล็กโทรแคลชแต่วันพรุ่งนี้กระแสดนตรีโลกจะพุ่งไปทางไหนเหลือจะคาดเดา ร่ำๆว่าดนตรียุค 70 กำลังจะกลับมาเป็นเทรนด์ใหม่เสียด้วยซ้ำไป

กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหน กาลเวลาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” เท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้

ของจริงที่ว่านี้ไม่จำกัดรุ่น ไม่จำกัดเพศหรือวัย อยู่ที่ว่ามี “ตัวตน” ที่แท้หรือไม่ สามารถปรุงแต่งความเป็นตัวเองเข้ากับยุคสมัยได้หรือไม่เท่านั้น

ใครคนไหนมี “ลายเซ็น” ของตัวเองก็มักจะอยู่ยั้งยืนยง เป็นศิลปินที่ “ตายยาก” อยู่เสมอ

วงดนตรีที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คันทรี่ร็อก ทางเลือก” อย่าง The Jayhawks น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุด

The Jayhawks ก่อตั้งวงขึ้นมาเมื่อเดือนก.พ.ปี 1985 แกนหลักสำคัญของวงคือ มาร์ก โอลสัน อดีตมือเบสมากฝีมือของวงสแตกเกอร์ ลี ในมินนิอาโปลิส,มินเนโซต้า ส่วนสมาชิกรุ่นก่อตั้งคือ มาร์ก เพิร์ลแมน (กีตาร์),นอร์ม โรเจอร์ส (กลอง) และสมาชิกสำคัญอีกคนคือ แกรี่ ลูริส อดีตมือกีตาร์และนักแต่งเพลงฝีมือดีจากวงเซฟตี้ ลาสต์

The Jayhawks เป็นวงดนตรีคันทรี่ ร็อกผสมผสานกับอะคูสติก พ็อพที่มีสำเนียงเป็นของตัวเอง มีอิทธิพลของ บ็อบ ดีแล่น,นีล ยังแผ่ซ่านอยู่

ท่ามกลางท่วงทำนองอันไพเราะ รื่นหู มีเสียงประสานอันกลมกลืน และยังแฝงเร้นไปด้วยเนื้อหาคมคาย มีลายกวีซุกซ่อนอยู่ประปราย

ภายใต้การทำงานของคู่หู “โอลสัน-ลูริส” ทำให้ The Jayhawks เป็น “เสียงใหม่” แห่งวงการคันทรี่ร็อก

แม้ไม่โด่งดัง โครมคราม แต่ก็มีลักษณะเฉพาะอันโดดเด่น

ก่อนจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างกับอัลบั้มชุดที่ 4 Tomorrow The Green Grass เมื่อปี 1995 ซึ่งมีซิ้งเกิ้ลเด่นอย่าง Blue และการนำเอาเพลงเก่าที่เคยฮิตระเบิดอย่าง Bad Time มาทำใหม่ในลีลาของตัวเอง

ก่อนหน้าที่จะมาโด่งดังกับ Tomorrow The Green Grass นั้น The Jayhawks มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกแบบผลัดกันเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา

แต่ครั้งไหนก็ไม่สะเทือนเท่ากับตอนที่โอลสันตัดสินใจไขก็อกลาหลังอัลบั้ม Tomorrow The Green Grass

ทำให้ภาระผู้นำต้องตกเป็นของลูริสอย่างเต็มตัว

แม้จะเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงรวมทั้งนักร้องเสียงดีอยู่ในตัว แต่ลูริสก็แสดงให้เห็นว่าการขาดหายไปของโอลสัน ทำให้ความเป็น The Jayhawks เป๋ไปไม่น้อยเลย

สังเกตได้จากอัลบั้ม 2 ชุดถัดมาคือ Sound Of Lies (1997) และ Smile (2000) มีสำเนียงที่ผิดที่ผิดทางอยู่มาก

โดยเฉพาะอัลบั้ม Smile หันไปใช้ Bob Ezrin อดีตโปรดิวเซอร์ของศิลปินอย่าง อลิซ คูเปอร์,คิสส์,ลู รี้ดและปีเตอร์ เกเบรียล ทำให้เพลงในอัลบั้มดังกล่าวมีกลิ่นที่แปลก แปร่งออกไปอยู่มาก

แต่อัลบั้มชุดที่ 7 Rainy Day Music (2003) เป็นการกลับคืนสู่รากเหง้าอีกครั้ง

The Jayhawks แม้จะกลายสภาพเป็นวงทริโอ (แกรี่ ลูริส,ทิม โอ’เรแกน,มาร์ก เพิร์ลแมน) แต่การเลือกใช้เพื่อนพ้องนักดนตรีฝีมือเยี่ยม และมีความเป็น “พวกเดียวกัน” ใน Rainy Day Music  กระทำได้อย่างเหมาะเจาะ จนก่อเกิดเป็น “เดอะ ทีม” ชั้นเยี่ยม

Rainy Day Music จึงฟุ้งไปด้วยเสียงอันคุ้นเคย มีความเป็นคันทรี่ ร็อกที่รื่นหู เนื้อหาคมคายและหลากหลาย เสียงประสานอันสุดยอด

ที่สำคัญก็คือมี”กลิ่น” ความเป็นบริติช พ็อพลอยวนกลายเป็น “เสียงใหม่” อันทำให้เป็นงานที่ไม่เชย ตกรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

Rainy Day Music นำพาผู้ฟังไปสู่คืนวันเก่าๆที่งดงาม มีสำเนียงของ The Eagles และ Crosby Stills&Nash อบอวลอยู่ และความเชื่อมโยงที่เห็นได้ชัดก็คือการได้เบอร์นี่ ลีด้อน อดีตสมาชิกของ The Eagles มาเล่นแบนโจให้ในเพลง Tailspin มีคริส สตีลล์ส (บุตรชายของสตีเฟ่น สติลล์ส) และจาค็อบ ดีแลน (ลูกชายของบ็อบ ดีแลน) มาร่วมร้อง แถมยังมีขาใหญ่ในแวดวงอย่าง แม็ตธิว สวีต (The Thorns) มาร่วมร้องและแต่งเพลงให้อีกด้วย

เพลงทั้งหมด 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ของวงร่วมกันรับผิดชอบโดยมีแกรี่ ลูริสที่ออกจะโดดเด่นกว่าเพื่อน ผลที่ได้ก็คือทั้งอัลบั้มมีความกลมกลืน เป็นเนื้อเดียว กลิ่นเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ผลงานของลูริสอย่าง Tailspin และ Save For A Rainy Day นอกจากจะฟังได้รื่นหู ชนิดครั้งเดียวก็ “โดน” แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติในการมองโลกในแง่งาม ไม่ยอมให้ชีวิตตัวเองต้องถดถอยของลูริสอีกด้วย

ส่วน Eyes of Sarahjane และ Angelyne เป็นการเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วสามารถนึกตามจนเห็นภาพ

ในขณะที่ Stumbling Through The Dark (ลูริสแต่งร่วมกับแม็ตธิว สวีต) สวยงามและเข้าขาราว “เกล็น ฟราย-ดอน เฮนลีย์” ประมาณนั้น

สำหรับ Don’t Let The World Get In You Way และ Tampa To Tulsa ของทิม โอ’รีแกน และ Will I See You In Heaven ของมาร์ก เพิร์ลแมนดู คมคายและมีชั้นเชิงพอตัวทีเดียว

เมื่อตอนออกวางขายใหม่ๆนิตยสารโรลลิ่ง สโตนรายงานว่าอัลบั้ม Rainy Day Music หลังจากออกวางขายก็ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับที่ 51 ในตารางบิลล์บอร์ด

แม้จะดูเป็นอันดับที่ “ธรรมดา” มากถ้านำไปเทียบกับโคตรศิลปินแห่งยุคอย่าง Linkin Park หรือ Radiohead แต่นี่คืออันดับสูงสุดเท่าที่ทางวงเคยได้รับมา

ดูเหมือนว่าการกลับคืนสู่ตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง และผลิตงานในลักษณะ Less is more

คือสิ่งที่ The Jayhawks น่าจะทำมานานแล้ว

แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน The Jayhawks จะยังไม่มีอัลบั้มใหม่ออกมา แต่ยังวนเวียนอยู่ในวงการเหมือนเดิม
 และเมื่อมองย้อนกลับไป Rainy Day Music คืออัลบั้มที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน
  





มันเป็นพวกเดียวกัน

18 02 2007

ทักษิณบุช 

รถเมล์สาย 66 หลานขึ้นไม่ได้นะจำไว้ บนนั้นคนขับชอบหักคอเด็ก ยิ่งเด็กดื้อยิ่งชอบ” 

สำหรับเด็กประถมหนึ่ง แถมขี้กลัวชนิดหัวหดตดหายอย่างผมด้วยแล้ว นั่นเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ไม่มีทางจะแข็งขืนอย่างเด็ดขาด 

กว่าจะรู้เรื่องที่น้าชายพูดขู่ว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาก็ล่วงเลยผ่านไปแรมปี ที่ทราบก็เพราะแม่เป็นคนจูงขึ้นรถเมล์สาย 66 ด้วยตัวเอง

แต่กว่าจะลากผมขึ้นรถไปได้ก็เล่นเอาแม่เหนื่อย เพราะผมเอาแต่ดิ้นพราดๆเพราะความกลัวที่ฝังลึกอยู่ 

แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานหลายสิบปีแล้ว แต่ผมก็รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าการโกหก หลอกลวงได้เป็นอย่างดี 

กระทั่งถึงทุกวันนี้ วันที่แม้แต่ตัวผมเองก็ผ่านประสบการณ์ของการเป็น “นักโกหก” มาอย่างเชี่ยวกราก แต่ความรู้สึก “โดนหลอก” ในวัยเด็กก็ยังลอยวนอยู่ ไม่ได้หนีไปไหน 

ครั้งแรกที่พบว่าตัวเองเป็นเหยื่อ โดนคนอื่นหลอกจนหัวหมุน หน้าซีด ตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมไปได้ง่ายๆอย่างแน่นอน 

มานั่งนึกอีกที การโดนน้าชายหลอกในวันนั้น มีเหตุผลง่ายๆก็คือ กลัวว่าผมจะซนเกินขนาด แอบนั่งรถเมล์พลัดหลงไปไหนต่อไหนเท่านั้น 

ส่วนประสบการณ์ในการเป็นนักโกหกของตัวเองต้องยอมรับว่าเทียบกับน้าไม่ได้เลย หาได้ไม่มีชั้นเชิงอะไรแม้แต่น้อย 

โดนจับไต๋บ่อยไป 

เรียกได้ว่าเป็น “ไก่อ่อน” ในเรื่องการโกหกก็คงไม่ผิดนัก 

พูดถึงความเป็น “นักโกหก” ชั้นเลิศมันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนมัธยมปลายคนนึง มันชื่อ “แป๊ะ”           

ไอ้เพื่อนคนนี้เป็นคนเงียบๆ ท่าทางเคร่งขรึม ใส่แว่นขอบหนา แต่ไม่ใช่ “เด็กเรียน” โดยเด็ดขาด เพราะมันไม่ใช่คนเรียนหนังสือดี แถมชอบอ่านหนังสือโป๊ 

และนิสัยเสีย (เอ๊ะ หรือว่าดี) ของมันก็คือ ชอบแอบดูหน้าอกหน้าใจของครูสอนภาษาอังกฤษเป็นประจำ          

 ในกลุ่มเพื่อนสนิทจะยิ่งรู้ว่ามันเป็นคนแปลก-แปลกเอามากๆ 

หลังจากเลิกเรียนกลับบ้าน ผมและเพื่อนคนอื่นจะมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน แต่จะไม่มี “ไอ้แป๊ะ” รวมอยู่ด้วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

แต่เมื่อเราก้าวเท้าขึ้นรถแล้ว จะเห็น “แป๊ะ” นั่งยิ้มเจ้าเล่ห์บนเบาะหลังด้านในสุดเป็นประจำ 

ส่วนสาเหตุนะเหรอคครับมันบอกว่า

นี่กูจะเล่าให้มึงฟังคนเดียวนะ รู้แล้วก็เหยียบซะนะ…

คืองี้ เวลากูนั่งขึ้นไปได้ไม่กี่ป้ายก็จะมีคนขึ้นมาเต็มไปหมดใช่มั๊ย คราวนี้แหละ ไอ้แป๊ะพูดอย่างมีอารมณ์ และแลบลิ้นไปมาตลอดเวลา

บางทีก็มีเด็กตัวเล็กๆ หรือที่เห็นบ่อยก็คือผู้หญิงท้อง แต่เมื่อที่นั่งเต็มก็ต้องมีใครเสียสละที่นั่งให้ กูก็จะพยายามสบตากับพวกเด็ก และหญิงท้องพวกนั้น  แล้วก็ต้องทำท่าจะขยับตัวให้พวกมันนั่งเสียเหลือเกิน แต่ก็ลุกไม่ได้เพราะมีคนยืนขวางเต็มไปหมด เพราะกูนั่งอยู่ด้านในสุดใช่มั๊ย

คราวนี้ไอ้พวกที่นั่งอยู่ทางด้านนอก มันก็ต้องเสียสละลุกจากเก้าอี้แทน

แต่มึงรู้อะไรมั๊ย พวกนั้นปากขอบคุณคนที่เสียสละที่นั่งให้ก็จริง แต่พอหันมาสบตากับกูๆรู้เลยว่า พวกนั้นอยากขอบใจกูมากกว่า

แม่งโดนกูหลอกวะ ฮ่า           

พูดจบ “ไอ้แป๊ะ” ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหลมเล็ก บาดหูเสียเหลือเกิน กล่าวได้ว่าเป็นเสียงหัวเราะอันน่าชิงชังเป็นอย่างยิ่ง 

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ผมไม่เคยชื่นชมพฤติกรรมที่มันบอก แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า “ชั้นเชิง” การเป็นนักหลอกลวงของมันเหนือชั้นเกินกว่าที่ผมจะเทียบได้ 

นับตั้งแต่เรียนจบมาผมไม่มีโอกาสได้เจอไอ้เพื่อนตัวแสบคนนี้อีกเลย แต่กลับมีโอกาสพบพานบุคคลที่มีชั้นเชิงของ “จอมโกหก” เช่นไอ้แป๊ะไม่น้อยเลย 

แต่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็คือ พฤติกรรมดังว่าไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้ว่าบาปเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจมา 

การหลอกลวง โกหก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแอบทำ ซ่อนเร้น แต่สามารถแสดงตนได้อย่างเอิกเกริกอีกต่างหาก 

การโกหก ได้กลายเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าการสร้างภาพ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีส่งเสริมการตลาดที่สินค้าบางลักษณะเลือกใช้ 

แนวคิดแบบง่ายงาม สุขนิยม ชีวิตอันรื่นรมย์ การเป็นตัวของตัวเอง สามารถสอดประสานภายใต้แนวคิดเดียวกัน และทั้งหมดถูกสวมทับให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความหมายให้กับโทรศัพท์มือถือบางยี่ห้อได้อย่างน่าทึ่ง

ส่วนกรณีใหญ่ๆก็อย่างเช่น การปลุกปั่นว่าเอ็นจีโอ สมัชชาคนจน (บางคน-บางกลุ่ม) ที่ออกมาประท้วงเรื่องการสร้างเขื่อน การเรียกร้องหาความยุติธรรมว่าเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ

หนักข้อก็คือพวกขายชาติ ทำลายประเทศ ไปโน่นเลย 

ที่แสบสันต์ก็คืออดีตผู้นำประเทศที่สามารถหลอกลวงคนครึ่งค่อนประเทศว่าเป็น “นักบุญ” มาโปรดโดยแท้

หรือจะข้ามไปโกอินเตอร์ก็อย่าง ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา ยังสามารถสร้างจินตนาการให้สภาบน-สภาาล่างของสหรัฐเชื่อว่าอิรักมีศักยภาพที่จะทำระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้างโลกได้

และกองทัพสหรัฐได้ยกพล “ขึงพืด” ประเทศอิรักอยู่จนถึงบัดนี้

แต่แปลก-เมื่อผมแสดงข้อคิดเห็นเช่นนี้กับคนส่วนใหญ่ คำตอบเดียวที่ผมมักจะได้รับกลับมามักจะเป็นไปในท่วงทำนองที่ว่า

 มึงบ้าหรือเปล่า-โลกเราก็เป็นอย่างนี้ เรื่องหลอกลวงใครเขาก็ทำกันทั้งนั้น

เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้นะเว้ย มันต้องมีศิลปะ  มีการวางแผนอย่างรัดกุมเหมาะสม ชั้นเชิงการหลอกลวงมันต้องเนียน ไร้ตำหนิ ข้อจับผิด…จำไว้ซะไอ้เวร

 และเหมือนทุกครั้งที่ผมได้ยินคำตอบเยี่ยงนี้ หูผมจะได้ยินเสียงหัวเราะอันแหลมเล็กของไอ้แป๊ะดังอึงอลอยู่ในสมองอย่างไม่อาจบังคับได้

ราวกับ “มัน” เป็นพวกเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ” 





ความรักของลูกหมา

17 02 2007

whisper
 รู้จักคำว่า “ความรักของลูกหมา” บ้างมั๊ยครับ
 ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินก็คือ ตอนที่ครูสอนภาษาอังกฤษตอนมัธยมปลายเปรยออกมา นัยว่ากล่าวเตือนพวกผมและเพื่อนที่เริ่มมีอาการปิ๊งปั๊งกันอย่างคึกครื้นในตอนนั้น
 ความรักแบบลูกหมา จึงน่าจะมีความหมายถึง ความรักไร้สาระของเด็กๆ ซึ่งไม่ควรไปยึดติดว่า จะกลายเป็นรักอมตะ อยู่ยั้งยืนยงกันไปจนกระทั่งแก่ตายอะไรอย่างนั้น
 แล้วมันก็จะผ่านไป-ครูแกว่าอย่างนั้น
 ถึงตอนนี้ผมก็ต้องพยักหน้าหงึกหงัก เห็นตามครูด้วยเหมือนกัน
 แม้จะมี “กรณีพิเศษ” เกิดขึ้นให้เห็นบ้างแต่ก็น้อยเต็มที
 อีกครั้งที่ได้ยินเรื่อง “ความรักของลูกหมา” รู้สึกจะเป็นคำพูดของยอดนักเขียนสตรีผู้ล่วงลับ “สุวรรณี สุคนธา” ที่เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มไหนผมก็เลือนๆไปแล้ว
 คำดังกล่าวนี้ย้อนมากระแทกความรู้สึกอีกครั้งเมื่อได้ดูการ์ตูนเรื่องหนึ่งครับ
 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งอนิเมะคือ ทำการจัดสร้างในรูปแบบของเอนิแมชั่น อัดเป็นซีดี ดีวีดี ขายไปทั่วโลก
 และเป็น มังงะ-เนื่องจากเคยเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อน
 เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า Whisper of the Heart จากค่ายจิบลิของฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้สร้าง  Spirited Away และงานแอนิเมชั่นดีๆอีกหลายเรื่องนั่นเอง
 เรื่องนี้สร้างมาหลายปีแล้ว แต่ผมเพิ่งได้ดูเมื่อปีก่อน
 ดูแล้วก็ชวนให้เกิดอารมณ์โหยหาอดีต นึกถึงคำว่า “ความรักแบบลูกหมา” ขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
 Whisper of the Heart เป็นเรื่องแรกของสตูดิโอที่ไม่ได้กำกับโดย ฮายาโอะ มิยาซากิ หรือ อิซาโอะ ทากาฮาตะ แต่เป็น โยชิฟุมะ คอนโดะ ที่เคยมีส่วนร่วมในงานชั้นเยี่ยมอย่าง Grave of the Fireflies มาก่อน ส่วนมิยาซากิรับหน้าที่เขียนบทเพียงอย่างเดียว
 มิหนำซ้ำ Mimi o Sumaseba ยังไม่ได้เป็นการเขียนขึ้นจากแนวคิดของมิยาซากิ เป็นการดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนแนว shoojo manga (การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิง) ของอาโออิ ฮิอิรางิ
 แต่เป็นงานที่มิยาซากิบอกว่ามีความเป็น “ตัวตน” ของเขาแทรกซ้อนอยู่ไม่น้อยเลย
 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ทซึคิชิม่า ชิซึคุ เด็กสาวหน้าตาใสซื่อวัย 14 ผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจได้มีโอกาสรู้จักเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมชื่อ “อามาซาวะ เซย์จิ” ซึ่งมีความฝันที่จะเป็นช่างทำไวโอลินฝีมือเยี่ยม
 และนั่นเป็นการเริ่มต้นของความรักอันแสนบริสุทธิ์แบบว่ารักของลูกหมานั่นเอง
 แต่สำหรับ “ความรักของลูกหมา” กลายเป็นประเด็นที่ มิยาซากิบอกว่า “โดน” เข้าไปเต็มๆ
 “ความรักบริสุทธิ์หรือที่เรียกว่าโรแมนติก เลิฟ,มันเป็นบางสิ่งที่ผมไม่เคยพบมาเลยตลอดช่วงเวลาวัยหนุ่มอันเต็มไปด้วยความยุ่งยากของผม และผมฝันอยากจะมีชีวิตอันสวยงามเช่นนั้นตลอดมา”
 “ผมเชื่อว่าการมีความรักในขณะเป็นวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา บางทีความรักที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้สาระมันอาจมีคุณค่าบางอย่างที่เรามองข้ามกันไปหมด”
 นี่ตามิยาซากิเขาบอกนะครับ ผมเพียงแต่ยกคำพูดเขามาอย่างเดียว
 Whisper of the Heart ภายใต้พะยี่ห้อของ ฮายาโอะ มิยาซากิ จึงไม่ได้มีแต่เรื่องของรักใคร่อันจับสาระไม่ได้
 แต่สะท้อนถึงการค้นพบตัวเองได้อย่างคมคายมีชั้นเชิง
 “ผมคิดว่าระบบการศึกษาและสังคมเราได้ให้ค่าที่ผิดๆ เพราะให้ความสำคัญกับการศึกษาในห้องเรียน ปริญญา และการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากจนเกินไป และสิ่งเหล่านี้มันได้ฆ่าตัวตนภายในของหนุ่มสาวในประเทศของเราอย่างน่าเสียดาย” มิยาซากิ แกว่าของแกไปเรื่อยแหละครับ
 ตัวเอกของเรื่องคือ ทซึคิชิม่า ชิซึคุ เป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เหงา และแปลกแยก
 แต่ชีวิตของสาวน้อยก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รู้จักกับอามาซาวะ เซย์จิ
 พัฒนาการในด้านความรักของทั้งสองคนเริ่มต้นความรักแบบ “ลูกหมา” ก่อนจะผลักดันกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน ปลุกพลังชีวิตให้มีชีวิตชีวา เป็นความรักอันสะอาด บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความอบอุ่น
 เซย์จิมีความฝันที่จะเป็นนักไวโอลิน และไม่ลังเลใจที่จะไปให้ถึงฝันนั้น
 การมีฝันอันแรงกล้าของเซย์จิจึงทำให้เด็กหนุ่มยอมพักการเรียนและเดินทางไปอิตาลีเพื่อหวังเอาดีทางการเป็นช่างไวโอลิน
 ที่สำคัญก็คือการเป็น “นักฝัน” ของเซย์จิทำให้ชิซึคุมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาทำตามฝัน ทำตามเสียงเรียกร้องภายใน
 นั่นคือการเขียนนิยายแฟนตาซี
 กล่าวอย่างง่ายๆความสัมพันธ์อันไม่ซับซ้อนของสองหนุ่มสาว ทำให้สาวน้อยวัย 14 ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
 เมื่อชิซึคุค้นพบตัวเองเจอ ก็ค้นพบความสุข
 Whisper of the Heart มีส่วนตกแต่งที่น่ารัก มีเสน่ห์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมวอ้วนนิสัยกวน ๆ  คนแก่ใจดีอย่างคุณปู่ของเซย์จิ หรือฉากแฟนตาซี่ที่งดงามและเปี่ยมจินตนาการ
 ตามธรรมดาผมไม่เคย “อิน” เท่าไหร่กับเรื่องราวประเภทนี้
 แต่ Whisper of the Heart น่าจะเป็นข้อยกเว้น
 เป็นงานที่ง่ายและงาม สามารถหยิบมาดูได้หลายครั้ง
 ที่สำคัญ ไม่ว่าใครจะมีช่วงเวลาหรือมีความรักแบบลูกหมาอย่างชิซึคุ-เซย์จิหรือไม่ ก็สามารถซาบซึ้งเสน่ห์ของแอนิเมชั่นเรื่องนี้กันได้ทุกคน
 เชื่อผมซิครับคุณ





มดแดงขี้โรค

16 02 2007

rider-man.jpg

 

ผมชอบดูการ์ตูนครับ
 ดูมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ยังไม่รู้จักอะไรคืออะนิเมะ อะไรเป็นมังงะ

ดูมั่ว-ว่าอย่างนั้นเหอะ
 ที่ชอบม๊ากมากก็คือ ไอ้มดแดง ครับ
 ดูมาตั้งแต่มดแดงวี-1 ไปจนถึงยุคหลังๆอย่าง ไรเดอร์แมนคูกะ อากิโตะ อะไรพวกนี้
 จำได้ช่วงแรกแปลงกายโดยใช้เข็มขัด ถุงมือ แบบว่าขัดๆถูๆเดี๋ยวพี่เขาก็มาเอง
 มายุคหลังแปลงกายโดยใช้โทรศัพท์มือถือก็ฮาดี ชอบ
 แต่ถามว่าชอบมดแดงตัวไหนมากที่สุด
 ผมชอบวี-4 ไรเดอร์แมนครับ
 เป็นไอ้มดแดงขี้โรคที่สุดในกระบวนมดแดงมั๊งครับ ผมว่านะ
 แต่มันก็มีเสน่ห์แปลกๆ ไม่เหมือนใคร
 ตามเนื้อเรื่อง “ไรเดอร์แมน” คือ ยูกิ จูจิ อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การเดสตรอน พูดง่ายๆทำงานรับใช้ “ทักษิณ” เอ๊ย รับใช้จอมมาร สัตว์ประหลาด แบบไม่มีอุดมคติอะไรกับเขาซักอย่าง
 การกลายมาเป็น “มดแดง” ก็เป็นไปในลักษณะตกกระไดพลอยโจนเสียมากกว่า เพราะโดนพวกในองค์การเดสตรอนอิจฉา หมั่นไส้ และใส่ความ
ไม่เป็นก็ไม่ได้
 แหม-เหมือนการย้ายพรรคของนักการเมืองไทยเลยเนอะ
 ที่สำคัญถึงเป็น “มดแดง” แต่ก็เป็นแบบครึ่งๆกลางๆ เพราะครึ่งนึงเป็นมด ครึ่งนึงเป็นคน สังเกตุได้จากหน้ากากมดมองเห็นปากจมูกเหมือนคนธรรมดาเราๆนี่เอง
 เพราะงั้น-ความสามารถในการต่อสู้จึงช่างต่ำเตี้ยกว่ามดแดงเจ้าอื่นอยู่มาก
 รถมอเตอร์ไซด์ประจำตัวก็ไม่วิลิศมาหราอะไร เหาะเหินเดินอากาศกับเขาก็ไม่ได้
 แทนที่จะเป็น “ตัวช่วย” สำหรับ วี-3 กลับกลายเป็น “ตัวถ่วง” ไปเสียฉิบ เฮ้อ
 ไม่เพียงแต่จะเป็น “มดแดงขี้โรค” เท่านั้น แต่ยังขี้ใจน้อย อ่อนไหว ดื้อดึง ให้เห็นเป็นพักๆ
 บางทีก็เป็นพวกเก็บกด ช่างคิดช่างแค้น ไม่มีอุดมการณ์อะไรกับเขา
 แถมดูจะไม่ปลื้มกับการเป็น “ไอ้มดแดง” ของตัวเองแต่อย่างใด วันๆคิดแต่อยากกลับไปเป็นมนุษย์ตลอดเวลาอีกต่างหาก
 ดูพี่เขาทำซิ
 แล้วเสน่ห์ของ “มดแดง” ตัวนี้มันอยู่ที่ไหนกันละ
 ก็อยู่ตรงที่บุคคลิกของ วี-4 ที่แสนจะน่าหมั่นไส้ตัวนี้จำลองความเป็น “มนุษย์” ได้อย่างสมจริงอย่างมากนั่นเอง
 ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอ เห็นแก่ตัว ให้ความสำคัญตัวเองมาเป็นอันดับ 1 มันเป็นธาตุนิสัยของเราๆท่านๆ นี่เอง ไม่ใช่หรือ
 เป็น “ฮีโร่” ที่มีข้อบกพร่อง ความทะยานอยากในชีวิตเหมือนคนทั่วไป
ในขณะที่ “มดแดง” ตัวอื่นๆ ดูจะสมบูรณ์แบบ เพอร์เฟกต์ ไปเสียหมด
 ล้วนแต่เป็นพระเอ๊กพระเอกแทบทั้งสิ้น
 วี-4 ยังเป็น “มดแดง” ที่มีพัฒนาการอย่างเด่นชัดอีกต่างหาก
 เริ่มต้นเป็นมดแดงผู้คลั่งแค้น แต่หลังจากเห็นการอุทิศตัวเพื่อ “คนอื่น” อย่างฮีโร่ต้นแบบคือ “มดเขียว” วี-3 แล้ว ก็สามารปรับเปลี่ยน เรียนรู้
 และ “ก้าวผ่าน” เป็น ไรเดอร์ แมน ที่มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นได้ในที่สุด
 เป็น “ไอ้มดแดง” ที่เจ๋งสุดนะครับ ผมว่า





หัวเราะให้มันสบายใจ

14 02 2007

humor

 เขาว่าคนไทยหัวเราะง่าย มีอารมณ์ขัน
 เห็นด้วยเลยครับ ถึงบางที-บางเรื่องไม่เห็นจะน่าขำก็ตามทีเถอะ
 หัวเราะเก่ง ยิ้มง่าย ไม่รู้ร้อนรู้หนาว น่าจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของคนในประเทศเราก็ได้มังครับ ผมว่านะ
 แต่ที่ประเทศเยอรมัน ผิดกันไกลลิบ ดูท่าจะหาอารมณ์ขันไม่เจอเอาเสียเลย
 เห็นด้วยอีกเหมือนกัน ไม่เชื่อก็ดูอย่าง ฟร้านซ์ เบ๊กเค่นบาวร์,โลธ่าร์ มัตเธอุส นั่นปะไร แม้จะเป็นนักฟุตบอลคนดัง ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
 แต่ไม่เห็นวันๆแกจะมี “มุข” มาโชว์เรียกรอยยิ้มให้กับใครเขาได้เลย
 จะหา “หน่อมแน้ม” อย่าง เจอร์เก้น คลิ้นสมันน์ ไม่เจอเอาเสียเลย
 ผมไม่ได้กล่าวหาลอยๆนะครับ เพราะมีข้อมูลหลักฐานชี้ชัดๆ
 เพราะประเทศเยอรมันเคยจัดประชุมว่าด้วยอารมณ์ขันแห่งชาติมาแล้ว จัดกันมาก็ 9-10 ครั้งกันเข้าไปแล้ว
 สาเหตุที่ต้องจัดก็เพราะคนเยอรมันเอาแต่ซีเรียสไปกับชีวิตไป(ไม่หน่อย) กระมัง
 หัวข้อของการประชุมประกอบด้วย การค้นหาตัวตลกทั่วๆไป และตัวตลกในชุดคนไข้ โดยจะมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญในด้านคณิตศาสตร์ของการสร้างเสียงหัวเราะมาร่วมให้ความรู้ นอกจากนี้จะมีเรื่อง การหัวเราะกับการลงโทษ การสร้างเสียงหัวเราะเป็นทีม

ที่สำคัญคือ “เสียงหัวเราะเป็นกลเม็ดต่อต้านความรุนแรง”
 ไมเคิล ติตเซ่ นักตลกเงียบชาวเยอรมันเคยกล่าวว่า”ประเทศของเราต้องการอารมณ์ขันเพื่อปลดปล่อยบ้าง”
 ที่สำคัญการจัดงานการประชุมครั้งนี้มีนักวิชาการกว่า 1,000 คน นักสาธารณสุข นักจิตแพทย์บำบัดเข้าร่วม โทมัส โฮลท์เบิร์นด์ จิตแพทย์รายหนึ่งบอกว่า “ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นบริษัทของเยอรมันเปิดกว้างมากขึ้นในเรื่องอารมณ์ขัน ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาตระหนักดีว่าเสียงหัวเราะทำให้เจ็บป่วยน้อยลง”
 แนวคิดของการจัดงาน เป็นการนำมาจากอินเดียซึ่ง มาดาน กาตาเรีย เคยจัดเมื่อกลางทศวรษ 1990 จุดมุ่งหมายคือรักษาโรคด้วยพลังหัวเราะ โดยใช้หลักโยคะ และเพื่อสร้างสันติภาพในโลก
 แต่เสียงหัวเราะช่วยสร้างสันติภาพนี่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะบ้านเราหัวเราะกันเป็นกิจวัตร อารมณ์ดีกันเป็นวรรคเป็นวรรค แต่ก็ยังเอาแต่ทะเลาะกันไม่เลิกอยู่เหมือนกัน-แฮ่
 วันนี้ใครที่ยังไม่มีเสียงหัวเราะ อารมณ์ขันหดหาย น่าจะเริ่มต้นนับหนึ่งได้แล้วนะครับ
 





ยอดคนขี้แพ้

13 02 2007

300px-stephenchow1.jpg

ชอบดูหนังของโจวซิงฉือกันหรือเปล่า

ผมชอบครับ-ชอบมากเสียด้วย ยิ่งเรื่องไหนจับคู่กับอู๋เมิ่งต๊ะ ด้วยแล้ว รับประกันว่าฮาขี้แตกขี้แตน

ผมเพิ่งไปค้นเรื่องของเขาบนเน็ต เอาข้อมูลเก่าๆมาตีลังการวมกับข้อมูลใหม่ แล้วเขียนไปลงหนังสือทำมือของตัวเอง เพิ่งไปวางขายที่งานหนังสือที่สวนสันติชัยปราการเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้ขอลอกเรื่องของตัวเองมาลงอีกที เพราะขี้เกียจเขียนใหม่มันยาว

“คนขี้แพ้”ผู้ยิ่งใหญ่
 ในขณะที่เฉินหลง,โจวเหวินฟะ และ เจ็ต ลี พากันโกฮอลลีวู้ดกันไปหมด “สตีเฟ่น โจว” มักจะถูกถามอยู่เสมอว่า ทำไมถึงไม่สนใจจะไปสร้างตลาดในสหรัฐอเมริกากับเขาดูบ้าง
 เชื่อว่าผลตอบรับน่าจะดีเมื่อมองจากงานอย่าง Shaolin Soccer  และ Kung Fu Hustle ที่ถูกนำไปฉายที่อเมริกา และถือว่าได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้น
 คำตอบที่ได้รับจากโจว ซิง ฉือ ก็คือ เขาไม่ต้องการให้ฮอลลีวู้ดทำลาย “ตัวตน” ที่เขาเป็นอยู่นั่นเอง
 ถ้าเลือกเล่นอยู่ในฮ่องกงต่อไป เขาจะสามารถแสดง สร้าง และกำกับงานในแบบอย่างที่ตัวเองต้องการได้
 แต่สิ่งนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าเลือกไปฮอลลีวู้ด
 ชั่วโมงนี้ สตีเฟ่น โจว คือดาราตลกอันดับ 1 ของฮ่องกง รวมถึงของเอเชีย และเคยได้รับการยกย่องจากไทม์ แม็กกาซีนให้เป็น “เอเชี่ยน ฮีโร่” กันเลยทีเดียว
 ”ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า ภาพยนตร์ของผมไม่ได้สนใจรายละเอียด หรือต้องการความพิถิพิถันทุกขั้นตอนเหมือนงานจากผู้กำกับชั้นนำในฮอลลีวู้ด แต่ผมต้องการให้งานของผมมีความไหลลื่น เป็นธรรมชาติ และสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา”
 แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีพัฒนาการเอาเสียเลย
 ”หลายปีที่ผ่านมาผมรู้สึกว่า ภาพยนตร์ของผมเป็นเหมือนงานโชว์เดี่ยวของตัวผมเอง เรื่องราวในเรื่องไม่มีความสำคัญเท่ากับว่า ผมคือตัวนำเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ มันดูเหมือนงานวันแมนโชว์เสียมากกว่า และตอนนี้ผมพยายามให้ความสนใจในรายละเอียด เรื่องราว เนื้อหาและการสร้างอารมณ์มากขึ้น”
 และจะสามารถเห็นความคลี่คลายอย่างเด่นชัดจาก Kung Fu Hustle งานที่ถือว่าได้ทั้งเงินทั้งกล่อง
 แถมยังเป็นงานคารวะ “บรู๊ซ ลี” ฮีโร่ในดวงใจอีกต่างหาก
 อาจจะดูอหังการไปหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ของ โจว ซิง ฉือ ก็มีลักษณะเฉพาะตัวจริงๆ
 เควนติน ตารันติโน่ ยอดผู้กำกับคนดังซูฮกว่า โจว ซิง ฉือ คือนักแสดงที่ดีที่สุดในฮ่องกง
 ในขณะที่ เดเด้ นิกเคอร์สัน ผู้แทนของมิราแม็กซ์ในเอเชียที่ช่วยนำ “เส้าหลิน ซอคเกอร์” ไปฉายในยุโรปและอเมริกาแสดงทรรศนะว่า ไม่ว่าโจว ซิง ฉือ จะเป็นอัจฉริยะ หรือตลกบ้าบอ ก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่า เขาเป็นที่รักของผู้ชม
 แม้กระทั่งผู้สื่อข่าวฮ่องกงที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ก็ยังต้องยอมรับว่า บทบาทตลกอันไร้สาระในหนังของโจวนั้น เป็นงานที่เหนือชั้นตลอดเวลา
 บทบาทของตัวเอกที่แสดงโดย โจว ซิง ฉือ มักจะไม่ใช่ตัวละครที่เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ มีจุดบกพร่องมากมาย
 เป็นงานที่มักให้ตัวเอกเล่นบท “ขี้แพ้” ในต้นเรื่อง แต่อาศัยความดีเป็นเกราะกำบังจนสามารถ “ก้าวผ่าน” อุปสรรคต่างๆไปได้โดยตลอด
 เป็นเหมือน “โนบิตะ” ที่ต้องอาศัย โดราเอม่อนยังไงยังงั้น
 แต่สามารถชนะใจผู้ชมได้มากมาย
 ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ในห้วงเวลาที่โรค “ซาร์ส” เล่นงานฮ่องกงจนทรุดเซ ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น โจว กลับเป็นที่ต้องการของชาวฮ่องกงมากกว่าที่เคย
 ผู้ชมชาวฮ่องกงที่เป็น “แฟนคลับ” รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า นั่นอาจเป็นเพราะว่าภาพยนตร์ของ โจว ซิง ฉือ ทุกเรื่องแสดงให้เห็นว่าโลกยังมีความหวัง และไม่สยบยอมให้กับอุปสรรคชีวิตใดๆ ถึงเป็นหนังตลกแต่ก็สะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง
 ”หลังจากผมดูหนังของเขาแล้ว รู้สึกเหมือนมีพลังที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง” แฟนชนิดเข้ากระดูกดำรายหนึ่งกล่าว
 เป็นเสน่ห์ในความเป็น สตีเฟ่น โจว ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนจริงๆ
เรื่องน่ารู้ของ โจว ซิง ฉือ
-เมื่อตอนเด็กๆ โจว เรียนกังฟูด้วยการศึกษาจากโทรทัศน์ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาไม่ยอมให้ไปเรียน แม้ปัจจุบันเจ้าตัวก็ยังชอบดูหนังกังฟูอยู่เป็นประจำ
-โจว เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ บรู๊ซ ลี และยังเคยรับหน้าที่เป็นประธานแฟนคลับของ บรู๊ซ ลี ในฮ่องกงมาก่อน
-นอกจากกังฟู บรู๊ซ ลี แล้ว เรื่องโปรดที่โจวยอมรับว่าเป็น” สาวก” อยู่อย่างเหนียวแน่นก็คือ “ดราก้อนบอลล์”





จดหมายรัก

13 02 2007

letter2.jpgมีข่าวเก่าเก็บที่ตัดแปะไว้ในแฟ้มส่วนตัว แม้จะนานโขอยู่ แต่ก็น่าสนใจดี เป็นเรื่องของการจัดประกวดเขียนจดหมายรักจากสเปนครับ เนื้อหาผมตัดตอนมาแบบคร่าวๆนะครับ

“ข้าราชการสเปนคนหนึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดจดหมายรัก ซึ่งจัดโดยสถานีวิทยุแห่งชาติของสเปนในเมืองคูเอ็นซ่า ซึ่งเป็นเมืองทิวทัศน์สวยงาม ตั้งอยู่ตอนกลางสเปน เมืองแห่งนี้ องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นเมืองวัฒนธรรมของโลกแห่งหนึ่ง
 ว่ากันถึงจดหมายรักที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นจินตนาการอันกว้างไกลของเด็กลึกลับวัย 10 ขวบ ที่หลงรักสาวที่มีอายุมากกว่า
 โฮเซ่ หลุยส์ มูนอซ หัวหน้าสถานีวิทยุเล่าว่า จุดมุ่งหมายของการจัดประกวดเพื่อต้องการรักษาชีวิตรักที่โรแมนติก โดยไม่ต้องมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง การประกวดครั้งนี้เป็นปีที่ 11 ผู้ชนะเลิศจะได้เงินรางวัล 1,500 ยูโร หรือ 1,650 ดอลลาร์ หรือ 69,900 บาท โดยมีผู้สนใจส่งเข้าประกวด 237 คน
 มูนอซ กล่าวต่อว่า “มีจดหมายหลายฉบับเขียนเข้ามาด้วยเซลล์โฟน เหมือนกับคนจะไม่ต้องเขียนจดหมายอีกต่อไป”
 จดหมายฉบับที่ชนะเลิศเขียนโดย โรซิโอ ดพิแอซ โกเมซ ข้าราชการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสเปน วัย 36 ปี มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของ เดวิด เด็กน้อยวัย 10 ขวบ เขียนจดหมายถึง วาเนซ่า นักเรียนรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันซึ่งห่างกัน 2 ชั้นปี โดยแนะนำตัวเองว่า “คุณไม่ทราบหรอกว่าผมเป็นใคร แต่…” พร้อมทั้งมั่นใจว่าคริสต์มาสนี้ จะไม่เห็นเธอทนทุกข์ทรมานอีก
 มูนอซ กล่าวว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีจดหมายที่ชนะเลิศมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของเมืองคูเอนซ่า เป็นเรื่องของบาทหลวงโดมินิกัน ในยุคศตวรรษที่ 16 ที่มีความสัมพันธ์กับแม่ชี”

เคยเขียนจดหมายรักกันหรือเปล่าครับ เขียนลงบนกระดาษแล้วปิดซองแล้วส่งให้สาวที่ปิ๊งนะครับ

แต่จดหมายรักด้วยอีเมล์ หรือ MSN นี่ไม่นับนะครับ





ผู้ยิ่งใหญ่ของโก้วเล้ง

12 02 2007

โก้วเล้ง

ในหนังสือ “เดียวดายใต้เงาจันทร์” ปรัชญานิพนธ์ของโก้วเล้งซึ่งแปลความและเรียบเรียงโดยเรืองรอง รุ่งรัศมีนั้น อธิบายความคับแค้นของ “มังกรโบราณ” ในความเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในของตนตลอดมา เพราะในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นิยายกำลังภายในมิเพียงไม่ใช่วรรณกรรม กระทั่งยังไม่อาจนับเป็นนวนิยาย
ในความเศร้าเสียใจ “โก้วเล้ง” จึงหวังว่าอนาคตนิยายกำลังภายในจะได้รับการยึดถือเป็น “นวนิยาย” เช่นเดียวกับหนังสือประเภทอื่น
วันนี้ นิยายกำลังภายในถือว่ามี “ที่ยืน” อยู่ในวงวรรณกรรมอย่างไม่อายใคร และถ้าเป็นการสร้างสรรค์จากโก้วเล้งด้วยแล้ว กล่าวได้ว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง
เรื่องอย่างฤทธิ์มีดสั้น จับอิดนึ้ง วีรบุรุษสำราญ เซียวฮื้อยี้ ซาเสียวเอี้ยว ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ถือเป็นงานคลาสสิกระดับขึ้นหิ้ง
แต่หลายเล่มเป็นเหมือนดาวตก ที่ส่องประกายเจิดจ้าเพียงวูบเดียวแล้วลับหาย
อีกจำนวนหนึ่งที่แม้ไม่ถือเป็นผลงานชั้นเลิศ เนื่องจากธรรมดาเกินไป คาดเดาง่ายเกินไป แต่กลับมีเรื่องราวที่สะท้อนตัวตน ทรรศนะในการมองโลกของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด
“ผู้ยิ่งใหญ่” คืองานในลักษณะนี้
หากจัดอันดับความยอดเยี่ยม ลึกล้ำ อย่าได้แปลกใจเลยหากว่าจะไม่เห็น “ไต้นั้งม้วย” อยู่ในทำเนียบรายชื่อ นี่ไม่ใช่งานอันลึกซึ้ง คมคาย หรือมีความแปลกใหม่ เต็มไปด้วยพลังดึงดูดอันเร้าใจ
แต่เป็นงานที่ผู้อ่านระดับ “คอ” ไม่ควรมองผ่านได้โดยเด็ดขาด
เป็นงานที่นำเอาเปลือกและตัวตนแห่งความโกว้เล้งออกมาตีแผ่
แค่โก้วเล้งเอาบุคคลิกของตัวเองมาสร้างเป็นตัวเอกของเรื่องก็น่าสนใจแล้ว-ไม่ใช่หรือ
หากอยากรู้ว่ามีความเป็นโก้วเล้งมากเพียงไร ให้ดูที่ “เอี้ยฮ้วม” เอาเถิด
“มันเป็นบุรุษร่างเตี้ย อ้วนกลม ดวงตาเรียวยาว ขนคิ้วกว้างกว่าคนธรรมดากว่าเท่าตัว ปากของมันกว้างอย่างยิ่ง หัวยิ่งโตใหญ่กว่า
มันคือบุตรของเอี๊ยซาเอี๊ยแห่งไต้เม้งฮู้ คือคนที่ชั้งซือซือมักได้ยินว่ามันเป็นตัวประหลาดผิดมนุษย์ ฟังว่าในสิบวันมักยากจะมีสติแจ่มใสสักวันหนึ่ง ยามสติแจ่มใสมันอยู่ในวัดหลวงจีน ยามเมามายอยู่ในซ่องคณิกา”
ลักษณะร่างเตี้ย อ้วนกลม หัวโต ไม่ใช่โก้วเล้งแล้วจะเป็นใครไปได้
เปลือกนอกที่ “หัวโต อ้วนเตี้ย “มักถูกเขียนถึงในนิยายกำลังภายในอย่างดูถูกดูแคลนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งโก้วเล้งเองก็มิได้ละเว้นที่จะเขียนถึงรูปลักษณ์ของตัวเองด้วยความขมขื่นลึกๆ
ในเซียวฮื้อยี้ที่กล่าวถึงตัวละครฮาฮายี้ “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบคนโฉด โกวเล้งเขียนไว้ว่าสาเหตุที่ฮาฮายี้ต้องมาฝังตัวอยู่ในหุบเขาคนโฉดก็เพราะฆ่าล้างครอบครัวของอาจารย์ตัวเองเพียงเพราะศิษย์น้องคนหนึ่งดุด่าเป็น “สุกรอ้วน” เท่านั้น
 ”ความอ้วน” ในยุทธจักรนิยายไม่ใช่เป็นตัวดีอะไรเลยหรือ-โก้วเล้งคงอยากถามกับตัวเอง
 และในอีกความหมายหนึ่งคนที่ถูกเรียกขานว่า “ปีศาจหัวโต” ก็คือคนที่เสียเปรียบที่ถูกเยาะเย้ยตลอดเวลา เป็นคนที่ถูกหลอกลวงอยู่เสมอ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ “มังกรโบราณ” มักพร่ำบ่นผ่านตัวหนังสือว่าความขมขื่นในชีวิตของตัวเองก็คือการถูกผู้คนหลอกลวง เหยียบย่ำดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่า
บางทีความคับแค้นหลายประการดังที่กล่าวมาอาจทำให้โก้วเล้งสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง “เอี้ยฮ้วม” ขึ้นมา
 เป็นเอี้ยฮ้วมที่ทั้งหัวโต อ้วนเตี้ยไม่ผิดเพี้ยนไปจากตือโป๊ยก่าย
แต่ถึงจะเป็นตือโป๊ยก่ายแต่ก็เป็นตือโป๊ยก่ายที่มีสมองอย่างยิ่ง และยังเป็นจอมยุทธ์เหนือจอมยุทธ์อีกด้วย
เป็น “ปีศาจหัวโต” ที่ได้เป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” สมใจ
ถึงเปลือกนอกจะเปลี่ยนไป แต่ “เปลือกใน” ของเอี้ยฮ้วม ยังเป็นตัวละครที่เปี่ยมอุดมคติในแนวทางเดียวกันกับการสร้างสรรค์ “ลี้คิมฮวง” “เล็กเซี่ยวหงส์” เช่นกัน
นอกจากจะเป็นเรื่องที่นำเอาตัวตนของตัวเองเข้าไปตีแผ่แล้ว “ผู้ยิ่งใหญ่” ยังแสดงให้เห็นถึงอุดมคติของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด
โกวเล้งคงมีความคาดหวังลึกๆให้ “ผู้ยิ่งใหญ่” เป็นเหมือน “สาร” ที่ส่งต่อไปยังผู้อ่านว่า ไม่สมควรมองคนที่เปลือกนอก การเป็นวีรบุรุษในมุมมองของโก้วเล้งไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่สิ่งน่าภาคภูมิไปเสียทั้งหมด
เหมือนอย่าง “ฉิ่นกอ” บุรุษหนุ่มผู้ผูกแพรแดงไว้ที่คอคนนั้น
ฉิ่นกอได้รับการยกย่อง เทิดทูนให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่  แต่ถึงอย่างไรวีรบุรุษก็มีด้านมืด มีความอ่อนไหว ข้อบกพร่องเหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นกัน และโก้วเล้งก็แสดงความนึกคิดในเรื่องนี้ไว้อย่างคมคายว่า
 ”มนุษย์เรา เพียงแลเห็นเกียรติภูมิและอำนาจของขุนพลอันยิ่งใหญ่ โดยลืมไปถึงซากกระดูกที่สุมทับเป็นหมื่นๆพันๆในสนามรบ”
กล่าวถึงที่สุด “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่แท้จริงสมควรเป็นบุคคลเช่นไร
มนุษย์เหล็ก “ฉิ่นกอ” ผู้กล้าหาญและรักหนักแน่นกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ แต่ถึงอย่างนั้น “ทินั้ง” กลับยอมรับว่ามันเองยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้
กล่าวถึงเกียรติภูมิ ความชาญฉลาด ลิ่วฮวงกุกเหมาะสมกับเกียรติอันสูงส่งนี่มากที่สุด แต่นั่นเป็นแค่เปลือกนอก เนื้อแท้แล้วลิ่วฮวงกุกคือกั๊วซิงแซผู้ก่อตั้งขบวนการอธรรมชิกไฮ้อันชั่วร้าย จึงไม่คู่ควรกับเกียรติยศอันใดเลย
ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงกลับกลายเป็นบุรุษที่ธรรมดาสามัญ แถมขี้ริ้วอย่าง “เอี้ยฮ้วม” ไปเสียได้
เปลือกนอก “ปีศาจหัวโต” ผู้นี้เป็นเพียงทายาทตระกูลใหญ่ ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในสุรา นารี กีฬาบัตร
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือผู้ก่อตั้งขบวนการซั้วลิ้วที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายพิทักษ์คนดี กำจัดคนชั่ว อุทิศตัวเพื่อเพื่อนมนุษย์ เสียสละตัวเองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
 แล้วอะไรคือการเสียสละตัวเอง
 มังกรโบราณเคยอธิบายไว้ว่า
“การเสียสละตัวเองคือการห้ามความโกรธของตัวเอง อดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น ลืมเลือนสิ่งที่ผู้อื่นทำร้ายตัวเอง ปลูกฝังดวงใจแห่งรักต่อผู้อื่น”
“คาวเลือดและความรุนแรงในโลกนี้ยากจะสะกดระงับได้ ทั้งนี้เพราะการเสียสละเรื่องราวใดล้วนง่ายดายดาย แต่การเสียสละตัวเองยากเย็นแสนเข็ญ”
นี่คืออุดมคติของโกวเล้ง และเป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของ “ผู้ยิ่งใหญ่”
“ไต้นั้งม้วย” เขียนขึ้นมาเมื่อปี 2514 แต่ยังมีแนวคิดที่ทันสมัย ไม่ตกรุ่นแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าสอดคล้องกับความเป็นไปในโลกอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่าในโลกวันนี้ บุรุษชั่วร้ายอย่างลิ่วฮวงกุกไม่เพียงแต่มี “ที่ยืน” อยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” ในระดับผู้นำของโลกเลยทีเดียว
 ส่วนคนเยี่ยง “เอี้ยฮ้วม” แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็กลายเป็นเหมือน “คนนอก” ที่สังคมโดยรวมดูจะไม่ใยดีกระไรนัก
 แถมมองว่าเป็น “ขิงแก่” ที่เชย ไม่ทันโลกเอาเสียเลย
 ถ้าเป็นสังคมไทยก็อาจเข้าข่ายพวกเอ็นจีโอ หรือคณะกรรมการสมานฉันท์ อะไรประมาณนั้นนั่นแหละ
 แค่คิดก็เศร้าแล้ว








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.