“รถเมล์สาย 66 หลานขึ้นไม่ได้นะจำไว้ บนนั้นคนขับชอบหักคอเด็ก ยิ่งเด็กดื้อยิ่งชอบ”
สำหรับเด็กประถมหนึ่ง แถมขี้กลัวชนิดหัวหดตดหายอย่างผมด้วยแล้ว นั่นเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ไม่มีทางจะแข็งขืนอย่างเด็ดขาด
กว่าจะรู้เรื่องที่น้าชายพูดขู่ว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาก็ล่วงเลยผ่านไปแรมปี ที่ทราบก็เพราะแม่เป็นคนจูงขึ้นรถเมล์สาย 66 ด้วยตัวเอง
แต่กว่าจะลากผมขึ้นรถไปได้ก็เล่นเอาแม่เหนื่อย เพราะผมเอาแต่ดิ้นพราดๆเพราะความกลัวที่ฝังลึกอยู่
แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานหลายสิบปีแล้ว แต่ผมก็รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าการโกหก หลอกลวงได้เป็นอย่างดี
กระทั่งถึงทุกวันนี้ วันที่แม้แต่ตัวผมเองก็ผ่านประสบการณ์ของการเป็น “นักโกหก” มาอย่างเชี่ยวกราก แต่ความรู้สึก “โดนหลอก” ในวัยเด็กก็ยังลอยวนอยู่ ไม่ได้หนีไปไหน
ครั้งแรกที่พบว่าตัวเองเป็นเหยื่อ โดนคนอื่นหลอกจนหัวหมุน หน้าซีด ตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมไปได้ง่ายๆอย่างแน่นอน
มานั่งนึกอีกที การโดนน้าชายหลอกในวันนั้น มีเหตุผลง่ายๆก็คือ กลัวว่าผมจะซนเกินขนาด แอบนั่งรถเมล์พลัดหลงไปไหนต่อไหนเท่านั้น
ส่วนประสบการณ์ในการเป็นนักโกหกของตัวเองต้องยอมรับว่าเทียบกับน้าไม่ได้เลย หาได้ไม่มีชั้นเชิงอะไรแม้แต่น้อย
โดนจับไต๋บ่อยไป
เรียกได้ว่าเป็น “ไก่อ่อน” ในเรื่องการโกหกก็คงไม่ผิดนัก
พูดถึงความเป็น “นักโกหก” ชั้นเลิศมันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนมัธยมปลายคนนึง มันชื่อ “แป๊ะ”
ไอ้เพื่อนคนนี้เป็นคนเงียบๆ ท่าทางเคร่งขรึม ใส่แว่นขอบหนา แต่ไม่ใช่ “เด็กเรียน” โดยเด็ดขาด เพราะมันไม่ใช่คนเรียนหนังสือดี แถมชอบอ่านหนังสือโป๊
และนิสัยเสีย (เอ๊ะ หรือว่าดี) ของมันก็คือ ชอบแอบดูหน้าอกหน้าใจของครูสอนภาษาอังกฤษเป็นประจำ
ในกลุ่มเพื่อนสนิทจะยิ่งรู้ว่ามันเป็นคนแปลก-แปลกเอามากๆ
หลังจากเลิกเรียนกลับบ้าน ผมและเพื่อนคนอื่นจะมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน แต่จะไม่มี “ไอ้แป๊ะ” รวมอยู่ด้วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่เมื่อเราก้าวเท้าขึ้นรถแล้ว จะเห็น “แป๊ะ” นั่งยิ้มเจ้าเล่ห์บนเบาะหลังด้านในสุดเป็นประจำ
ส่วนสาเหตุนะเหรอคครับมันบอกว่า
“นี่กูจะเล่าให้มึงฟังคนเดียวนะ รู้แล้วก็เหยียบซะนะ…”
“คืองี้ เวลากูนั่งขึ้นไปได้ไม่กี่ป้ายก็จะมีคนขึ้นมาเต็มไปหมดใช่มั๊ย คราวนี้แหละ” ไอ้แป๊ะพูดอย่างมีอารมณ์ และแลบลิ้นไปมาตลอดเวลา
“บางทีก็มีเด็กตัวเล็กๆ หรือที่เห็นบ่อยก็คือผู้หญิงท้อง แต่เมื่อที่นั่งเต็มก็ต้องมีใครเสียสละที่นั่งให้ กูก็จะพยายามสบตากับพวกเด็ก และหญิงท้องพวกนั้น แล้วก็ต้องทำท่าจะขยับตัวให้พวกมันนั่งเสียเหลือเกิน แต่ก็ลุกไม่ได้เพราะมีคนยืนขวางเต็มไปหมด เพราะกูนั่งอยู่ด้านในสุดใช่มั๊ย”
“คราวนี้ไอ้พวกที่นั่งอยู่ทางด้านนอก มันก็ต้องเสียสละลุกจากเก้าอี้แทน”
“แต่มึงรู้อะไรมั๊ย พวกนั้นปากขอบคุณคนที่เสียสละที่นั่งให้ก็จริง แต่พอหันมาสบตากับกูๆรู้เลยว่า พวกนั้นอยากขอบใจกูมากกว่า”
“แม่งโดนกูหลอกวะ ฮ่า”
พูดจบ “ไอ้แป๊ะ” ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหลมเล็ก บาดหูเสียเหลือเกิน กล่าวได้ว่าเป็นเสียงหัวเราะอันน่าชิงชังเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวถึงที่สุดแล้ว ผมไม่เคยชื่นชมพฤติกรรมที่มันบอก แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า “ชั้นเชิง” การเป็นนักหลอกลวงของมันเหนือชั้นเกินกว่าที่ผมจะเทียบได้
นับตั้งแต่เรียนจบมาผมไม่มีโอกาสได้เจอไอ้เพื่อนตัวแสบคนนี้อีกเลย แต่กลับมีโอกาสพบพานบุคคลที่มีชั้นเชิงของ “จอมโกหก” เช่นไอ้แป๊ะไม่น้อยเลย
แต่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็คือ พฤติกรรมดังว่าไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้ว่าบาปเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจมา
การหลอกลวง โกหก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแอบทำ ซ่อนเร้น แต่สามารถแสดงตนได้อย่างเอิกเกริกอีกต่างหาก
การโกหก ได้กลายเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าการสร้างภาพ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีส่งเสริมการตลาดที่สินค้าบางลักษณะเลือกใช้
แนวคิดแบบง่ายงาม สุขนิยม ชีวิตอันรื่นรมย์ การเป็นตัวของตัวเอง สามารถสอดประสานภายใต้แนวคิดเดียวกัน และทั้งหมดถูกสวมทับให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความหมายให้กับโทรศัพท์มือถือบางยี่ห้อได้อย่างน่าทึ่ง
ส่วนกรณีใหญ่ๆก็อย่างเช่น การปลุกปั่นว่าเอ็นจีโอ สมัชชาคนจน (บางคน-บางกลุ่ม) ที่ออกมาประท้วงเรื่องการสร้างเขื่อน การเรียกร้องหาความยุติธรรมว่าเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ
หนักข้อก็คือพวกขายชาติ ทำลายประเทศ ไปโน่นเลย
ที่แสบสันต์ก็คืออดีตผู้นำประเทศที่สามารถหลอกลวงคนครึ่งค่อนประเทศว่าเป็น “นักบุญ” มาโปรดโดยแท้
หรือจะข้ามไปโกอินเตอร์ก็อย่าง ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา ยังสามารถสร้างจินตนาการให้สภาบน-สภาาล่างของสหรัฐเชื่อว่าอิรักมีศักยภาพที่จะทำระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้างโลกได้
และกองทัพสหรัฐได้ยกพล “ขึงพืด” ประเทศอิรักอยู่จนถึงบัดนี้
แต่แปลก-เมื่อผมแสดงข้อคิดเห็นเช่นนี้กับคนส่วนใหญ่ คำตอบเดียวที่ผมมักจะได้รับกลับมามักจะเป็นไปในท่วงทำนองที่ว่า
“มึงบ้าหรือเปล่า-โลกเราก็เป็นอย่างนี้ เรื่องหลอกลวงใครเขาก็ทำกันทั้งนั้น”
“เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้นะเว้ย มันต้องมีศิลปะ มีการวางแผนอย่างรัดกุมเหมาะสม ชั้นเชิงการหลอกลวงมันต้องเนียน ไร้ตำหนิ ข้อจับผิด…จำไว้ซะไอ้เวร”
และเหมือนทุกครั้งที่ผมได้ยินคำตอบเยี่ยงนี้ หูผมจะได้ยินเสียงหัวเราะอันแหลมเล็กของไอ้แป๊ะดังอึงอลอยู่ในสมองอย่างไม่อาจบังคับได้
ราวกับ “มัน” เป็นพวกเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ”