รู้จักคำว่าหมาเฝ้าบ้านหรือเปล่าครับ
ความคุ้นเคยของคนส่วนมากคงนึกว่าคือสัญญลักษณ์ของ “นักข่าว-นักหนังสือพิมพ์” ผู้เห่าหอนเพื่อความถูกต้องของสังคม
(ส่วนอาการโกรธแค้น ฟูมฟาย โอเวอร์แอ๊กติ้งของนักข่าวไอทีวี จะรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ผมขอไม่ออกความเห็นน่ะครับ แฮ่)
แต่สำหรับผมพูด ถึง “หมาเฝ้าบ้าน” ก็นึกถึง “หมา” 2 ตัวขึ้นมาทันที-จริงๆนะเอ้า
เพราะมันเป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือเรียกให้ถูกก็คือ “เฝ้าสำนักงาน” ที่ผมและเพื่อนสังกัดอยู่
มันชื่อ “ดำหมู” และ “ดำน้อย” ครับ
จำได้เลือนๆว่า นับตั้งแต่เรามีตึกทำงานเป็นของตัวเอง เราก็มี “ไอ้แดง” สุนัขไทยเพศเมียเป็นสมาชิกใหม่มาตลอด
มันมาจากไหนไม่มีใครรู้และอยากรู้ แต่ที่แน่ๆมันเป็นสมาชิกของสำนักงานของเราโดยไม่ได้รับเชิญ
เช่นเดียวกับ “ดำหมู” และ “ดำน้อย” ลูกของมันในเวลาต่อมา
”ไอ้แดง” เป็นหมาไทย ส่วนจะพันธุ์ทางหรือไม่อย่างไรนั้นผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่มีลักษณะงามสง่า เรียบร้อย เรียกว่าเป็นหมาที่ใช้ได้เลย
ไม่ใช่เว่อร์นะครับ เพราะผมเคยสังเกตมันตอน “ฉี่” ที่มักจะนั่งลงถ่ายอย่างเรียบร้อย เท้าทั้งสี่วางอยู่บนพื้น เรียกว่าเป็นหมามีมารยาทแม้ยามฉี่
ส่วนลูกของมัน “ดำน้อย” เวลา “ฉี่” จะตะแคงข้างถ่ายเหมือนหมาตัวผู้ยังไงยังงั้น
”ไอ้แดง” เป็นหมาที่เห่าเก่ง ดุในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักนอนเงียบอยู่ในโรงอาหารนั่นแหละไม่ไปไหน
มันมาอย่างเงียบๆและจากไปอย่างเงียบๆ
หลังจากนั้นมา ทั้ง “ดำหมู-ดำน้อย” ได้กลายเป็นเหมือน “สมบัติส่วนกลาง” ของพวกเราทุกคนในบริษัท
เป็นที่รักของบางคน น่ารำคาญสำหรับหลายคน แต่ถึงขั้นเกลียดชังนั้นไม่ค่อยจะมีนัก
ดูจากลักษณะภายนอก ทั้งสองตัวเป็นหมาไทยอันแสนจะธรรมดา ดาดๆ ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป
คือเป็นหมาตัวเมีย สีดำ ไม่งามสง่าเหมือนหมาฝรั่งพันธุ์ดี แต่ก็ไม่ถึงขนาดขี้เหร่เกินทนอะไรนัก
สรุปโดยรวมแล้ว ไม่มีลักษณะอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ควรค่าสนใจแม้แต่น้อย
สำหรับ “ดำน้อย” นับเนื่องจากวันที่เป็นลูกหมาตัวน้อยๆจนกลายหมาสาว เลยไปจนกลายเป็นสุนัข “ขิงแก่” ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ถือว่ามันได้ “เสียหมา” ไปแบบไม่เหลือคราบไคลเดิมแม้แต่น้อย
จากที่ผมเคยรู้และอ่านผ่านตามาบ้าง ลักษณะเด่นของหมาไทยก็คือ สภาพจิตใจที่จะเปลี่ยนไปตามร่างกายและอายุ ยิ่งโตขึ้นจะยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเอง มิได้คงสภาพเป็นลูกหมาไปทั้งชีวิตเหมือนหมาฝรั่ง
และเมื่อโตแล้วก็มักจะไม่ค่อยติดคน แถมชอบเที่ยวเตร่อีกด้วย
แต่สำหรับ “ดำน้อย” แล้ว โตไปตามวัยก็จริง แต่มันไม่ดุ เห่าไม่ค่อยเป็น ชมชอบอยู่กับผู้คนเป็นนิจ แถมใจง่ายเดินตามคนแปลกหน้าอยู่บ่อยหน
นี่ไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดของหมา แต่เกิดขึ้นจากการเป็นหมาที่ถูกตามใจ ปรนเปรอด้วยอาหารนานาชนิดเสียมากกว่า
มัน “เสียหมา” เพราะคน ว่ากันอย่างนั้น
ส่วน “ดำหมู” ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
วัยเด็ก “ดำหมู” ก็มีหน้าตา รูปร่างถอดแบบมาจาก “ดำน้อย” ถูกกระเบียดนิ้วนั่นแหละ แต่ยิ่งโตขึ้นลักษณะภายนอกก็แตกต่างกันไปอย่างสุดขั้ว เนื่องจากข้าวไม่กิน ทานแต่ของหวานอย่าง เค้ก นมไวตามิลค์
และมีอาหารเสริมคือ ขนมปังกรอบ “กูลิโกะ”
ผลหรือครับ มันก็กลายเป็นหมาที่เหมือนหมูมากกว่าหมานะซิครับ
แต่คุณลักษณะพิเศษของมันไม่ใช่รูปร่าง ถึงมีเพื่อนร่วมงานบางส่วนแสดงความเห็นว่ามันเป็นหมาขี้เกียจ นอกเหนือจากกินก็คือนอน ยกเว้นตอนถ่ายหนัก-เบาเท่านั้น
แต่ผมขอแย้งครับ ขอแย้ง
ผมคิดว่า “ดำหมู” เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น เพราะสืบทอดนิสัยของ “ไอ้แดง” แม่ของมันไว้ไม่น้อย
เวลาผมลงไปทานกลางวันที่โรงอาหาร มันจะเดินวนอยู่รอบๆเพื่อให้ผมตบหัวแสดงความรัก หลังจากนั้นก็จะไปซุกตัวหาที่นอนอย่างเงียบๆอยู่ไกล้ๆ
แต่ถ้าบางครั้ง มันวิ่งพุ่งเข้าชนใส่นั่นหมายความว่า มำนกำลังบอกว่าไม่สบายหรือหิว
แถมมันชอบอยู่เงียบๆเหมือนแม่ของมัน ไม่ชอบมีเพื่อน ยิ่งถ้าเป็นเพศตรงข้ามด้วยแล้วจะคำรามเข้าใส่
หมาตัวเดียวที่มันอนุญาติให้อยู่ไกล้ในบางคราวก็คือ “ดำน้อย”
ยิ่งถ้าอารมณ์ดีหน่อยก็จะยอมให้ “น้องสาว” ใช้ลิ้นเลียหัวจนเปียกชุ่มอย่างสุขใจ
”ดำน้อย” ชอบสังคม ยามมีเพื่อนใหม่หลุดรอดเข้ามา ก็จะแค่เห่าเบาๆทักทาย ไม่มีคำรามลั่นเพื่อขับไล่แต่อย่างใด
ส่วน “ดำหมู” เป็นหมาเก็บกดมากกว่า มีจิตวิญญานแห่งหมาชัดเจนกว่า ไม่มีอะไรหรือใครที่จะบังคับมันได้ มันกินเมื่อหิว และนอนเมื่อง่วง
ปัจจุบัน สองตัวนี่ถือเป็น “หมาไกล้ฝั่ง” ของสำนักงานของเรา และเริ่มมีหมา “ทีนเอจ” เข้ามาแย่งความสนใจบ้างประปรายบ้างแล้ว
แต่มันก็ยังเป็น “เสาหลัก” ของเหล่าหมา-หมาในสำนักงานของเราอยู่เหมือนเดิม
และยามมีแขกมาเยือนสำนักงานของเรา ผมและเพื่อนไม่เคยอับอายที่จะพาหมาสองตัวออกมา”รับแขก” แต่อย่างใด
และกล้าบอกกับใครต่อใครด้วยว่า
มันเป็น “หมาเฝ้าบ้านของเรา”