มีคนชอบถามเสมอว่า ชิกไก้ปั่ว คืออะไร และมีความหมายว่าอะไร
หะแรก-ก็ไม่อยากเฉลยหรอกนะครับ เพราะผมก็ลอกเขามาอีกที แฮ่
แต่เมื่ออยากรู้ก็ขอเฉลยให้ฟังกันเสียตรงนี้
ถือว่าเป็นเรื่องแก้ขัดหลังจากไม่ได้โพสต์เรื่องใหม่ๆให้อ่านกันเลย
”ชิกไก้ปั่ว” เป็นสถานที่สมมติจากปลายปากกาของ “โก้วเล้ง” มังกรเมาผู้โด่งดังนั่นเอง
อยู่ในเรื่อง “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ผมเคยเขียนเอาไว้นั่นแหละ
ส่วนความหมายก็คือ “เจ็ดอันครึ่ง” หรือ “เจ็ดเบี้ยครึ่ง”
ที่มาก็พิลึกพิลั่นพอดู ดังนี้
”เจ้าของสถานที่ก็มีนามว่าชิกไก้ปั่ว เนื่องเพราะผู้อื่นจะตัดผมต้องสิบห้าเบี้ย แต่มันเสียเจ็ดเบี้ยครึ่งเท่านั้น”
เนื่องเพราะมันเป็นคนศรีษะล้าน
ฮา ครับฮา
แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ ร้าน “ชิกไก้ปั่ว” แห่งนี้ขายดีอย่างเหลือเชื่อ ค่ำคืนดึกดื่นยังมีลูกค้ามานั่งเต็ม ทั้งๆที่ร้านก็ไม่ใหญ่โตอะไร
ในร้านก็มืดๆทึมๆ หน้าตาคนนั่งเป็นยังไงจำแนกกันไม่ค่อยออก
ส่วนอาหารนี่ยิ่งแล้วใหญ่มีอยู่แค่ 4 อย่าง
หมี่เนื้อวัว เนื้อวัวหมัก หมี่ขาหมู และ ขาหมูไฟแดง
มีอยู่แค่นี้จริงๆ
ส่วน “แขก” ที่มานั้นเล่า หลากหลายเสียจริงๆ
จอมยุทธ์ คนยาก มหาเศรษฐีเป็น “ขาประจำ” ของ ชิกไก้ปั่ว แทบทั้งสิ้น
”ยังมีบางจำพวกเนื่องเพราะกลางวันไม่อาจพบเห็นผู้คน ดังนั้นกลางคืนจึงมายืดเส้นยืดสายในทีนี้ และมีบางจำพวกเนื่องเพราะรู้สึก สถานที่นี้ไม่เลวจึงได้มา”
โก้วเล้งขยายความต่อดังนี้
”หากท่านไปเหลาสุราโอฬาร ร้านอาหารใหญ่โตทุกวัน ท่านจะรู้สึกว่าไม่มีความหมาย บางครั้งมาที่นี่สักครา จะรู้สึกแปลกใหม่น่าสนใจ”
”คล้ายดังหากท่านเฝ้าภรรยาอยู่ทุกวันเวลา บางครั้งไปหาสตรีอื่นๆบ้าง แม้ว่าสตรีนางนั้นอัปลักษณ์กว่าภรรยาท่านมากหลาย ท่านก็จะรู้สึกแปลกใหม่และเร้าใจ”
โห-เขียนได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่ใช่จอมเมามาย ชายขี้เหงา ใช้สุราราดรดทุกข์แล้ว คงไม่สามารถสร้างจินตนาการได้กว้างไกลอย่างนี้หรอก
นับถือๆ
แม้จะเป็นแค่เรื่องแต่ง แต่เรา-คือผมและคนที่เคยได้อ่าน “ผู้ยิ่งใหญ่” คงต้องคิดเหมือนกันแน่ๆว่า ร้าน “ชิกไก้ปั่ว” ช่างคุ้นหูคุ้นตาเสียเหลือเกิน
เหมือนร้านข้าวต้มไกล้ๆบ้าน-ว่าอย่างนั้น
อย่างผมเองยังยอมรับว่ามีร้าน “ชิกไก้ปั่ว” เจ้าประจำเหมือนกัน
ชื่อร้านไม่มีครับ ใบ้ให้นิดๆว่าอยู่ละแวกถนนประชาชื่น ไกล้กับที่ตั้งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันไปทั่วนั่นเอง
ร้านก็อยู่ในมุมมืดๆ แสงไฟ ส่องเข้าไปไม่ถึง โต๊ะ เก้าอี้ ก็มีไม่กี่ชุด
แถมวันดีคืนดี ต้องนั่งทนเหม็นเยี่ยวกันไปอีกต่างหาก
อาหารนะหรือครับ ยืนพื้นก็มีแค่หมูปิ้ง
ครับหมูปิ้ง ข้าวเหนียวอะไรอย่างนั้นละ
ตอนหลัง เริ่มมีพวก “แหนม-ไส้กรอก” แซมมาด้วย
หรือมี แกงหม้อ-ข้าวหม้อ อะไรอย่างนั้น
ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้
อ้อ แล้วก็มีเบียร์กระป๋องไว้จำหน่ายด้วย-ขาดไม่ได้ซิครับ
ดูมันกระจอกยังไงๆอยู่ใช่มั๊ยครับ
แต่โทษที 4-5 ทุ่มขึ้นไปเลยไปถึงช่วงฟ้าเริ่มเปิด ลูกค้าตึม
มีทั้งนักข่าว นักเขียน ช่างแท่น
นักร้อง นักดนตรีก็มีนะครับ
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “จอมยุทธ์” ครับ
จอมยุทธ์ที่ว่าก็คือ พวกที่ดีกรีเริ่มได้ที่ ตาเริ่มขวาง เสียงเริ่มอ้อแอ้
ลมปราณถึงจุดสุดยอดเมื่อไหร่ อาจมีรายการวางไม้วางมือ ตะโกนท้าทายพอให้เนื้อตัวสั่น
จอมยุทธ์หนุ่มบางรายพอ “ของขึ้น” เห็นเก้าอี้เป็นมีดดาบยกขึ้นฟาดโต๊ะไกล้ๆกันก็มี
แหม-ฟังดูน่ากลัวเนอะ
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรหรอกครับ บางวันจอมยุทธ์หนุ่มเหล่านี้ก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดี
แถมบางวันเรียกเสียงฮา เพราะหลับทั้งยืน เพราะฤทธิ์เมาถามหาก็มี ฮ่า
ลูกค้าโดยรวมหนักไปทาง “ติสต์แดก” เสียมากกว่า
ประเภทกินไป 2-3 กระป๋องก็อ่านบทกวี หรือไม่ก็กระดกลูกคอออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งให้พอครึกครื้นเสียมากกว่า
อารมณ์นี่ “ชิกไก้ปั่ว” ไม่ผิดเพี้ยนเลยนะครับ
อยากมาทดสอบบรรยากาศก็ได้ครับ แต่ตั้งอยู่พื้นที่บริเวณไหนต้องพยายามกันหน่อย
ตาดีได้ ตาร้ายเสียครับ
ที่มาของชิกไก้ปั่ว
8 04 2007ความเห็น : Leave a Comment »
หมวดหมู่ : สถานที่