จดหมายรัก

13 02 2007

letter2.jpgมีข่าวเก่าเก็บที่ตัดแปะไว้ในแฟ้มส่วนตัว แม้จะนานโขอยู่ แต่ก็น่าสนใจดี เป็นเรื่องของการจัดประกวดเขียนจดหมายรักจากสเปนครับ เนื้อหาผมตัดตอนมาแบบคร่าวๆนะครับ

“ข้าราชการสเปนคนหนึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดจดหมายรัก ซึ่งจัดโดยสถานีวิทยุแห่งชาติของสเปนในเมืองคูเอ็นซ่า ซึ่งเป็นเมืองทิวทัศน์สวยงาม ตั้งอยู่ตอนกลางสเปน เมืองแห่งนี้ องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นเมืองวัฒนธรรมของโลกแห่งหนึ่ง
 ว่ากันถึงจดหมายรักที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นจินตนาการอันกว้างไกลของเด็กลึกลับวัย 10 ขวบ ที่หลงรักสาวที่มีอายุมากกว่า
 โฮเซ่ หลุยส์ มูนอซ หัวหน้าสถานีวิทยุเล่าว่า จุดมุ่งหมายของการจัดประกวดเพื่อต้องการรักษาชีวิตรักที่โรแมนติก โดยไม่ต้องมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง การประกวดครั้งนี้เป็นปีที่ 11 ผู้ชนะเลิศจะได้เงินรางวัล 1,500 ยูโร หรือ 1,650 ดอลลาร์ หรือ 69,900 บาท โดยมีผู้สนใจส่งเข้าประกวด 237 คน
 มูนอซ กล่าวต่อว่า “มีจดหมายหลายฉบับเขียนเข้ามาด้วยเซลล์โฟน เหมือนกับคนจะไม่ต้องเขียนจดหมายอีกต่อไป”
 จดหมายฉบับที่ชนะเลิศเขียนโดย โรซิโอ ดพิแอซ โกเมซ ข้าราชการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสเปน วัย 36 ปี มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของ เดวิด เด็กน้อยวัย 10 ขวบ เขียนจดหมายถึง วาเนซ่า นักเรียนรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันซึ่งห่างกัน 2 ชั้นปี โดยแนะนำตัวเองว่า “คุณไม่ทราบหรอกว่าผมเป็นใคร แต่…” พร้อมทั้งมั่นใจว่าคริสต์มาสนี้ จะไม่เห็นเธอทนทุกข์ทรมานอีก
 มูนอซ กล่าวว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีจดหมายที่ชนะเลิศมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของเมืองคูเอนซ่า เป็นเรื่องของบาทหลวงโดมินิกัน ในยุคศตวรรษที่ 16 ที่มีความสัมพันธ์กับแม่ชี”

เคยเขียนจดหมายรักกันหรือเปล่าครับ เขียนลงบนกระดาษแล้วปิดซองแล้วส่งให้สาวที่ปิ๊งนะครับ

แต่จดหมายรักด้วยอีเมล์ หรือ MSN นี่ไม่นับนะครับ





ผู้ยิ่งใหญ่ของโก้วเล้ง

12 02 2007

โก้วเล้ง

ในหนังสือ “เดียวดายใต้เงาจันทร์” ปรัชญานิพนธ์ของโก้วเล้งซึ่งแปลความและเรียบเรียงโดยเรืองรอง รุ่งรัศมีนั้น อธิบายความคับแค้นของ “มังกรโบราณ” ในความเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในของตนตลอดมา เพราะในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นิยายกำลังภายในมิเพียงไม่ใช่วรรณกรรม กระทั่งยังไม่อาจนับเป็นนวนิยาย
ในความเศร้าเสียใจ “โก้วเล้ง” จึงหวังว่าอนาคตนิยายกำลังภายในจะได้รับการยึดถือเป็น “นวนิยาย” เช่นเดียวกับหนังสือประเภทอื่น
วันนี้ นิยายกำลังภายในถือว่ามี “ที่ยืน” อยู่ในวงวรรณกรรมอย่างไม่อายใคร และถ้าเป็นการสร้างสรรค์จากโก้วเล้งด้วยแล้ว กล่าวได้ว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง
เรื่องอย่างฤทธิ์มีดสั้น จับอิดนึ้ง วีรบุรุษสำราญ เซียวฮื้อยี้ ซาเสียวเอี้ยว ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ถือเป็นงานคลาสสิกระดับขึ้นหิ้ง
แต่หลายเล่มเป็นเหมือนดาวตก ที่ส่องประกายเจิดจ้าเพียงวูบเดียวแล้วลับหาย
อีกจำนวนหนึ่งที่แม้ไม่ถือเป็นผลงานชั้นเลิศ เนื่องจากธรรมดาเกินไป คาดเดาง่ายเกินไป แต่กลับมีเรื่องราวที่สะท้อนตัวตน ทรรศนะในการมองโลกของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด
“ผู้ยิ่งใหญ่” คืองานในลักษณะนี้
หากจัดอันดับความยอดเยี่ยม ลึกล้ำ อย่าได้แปลกใจเลยหากว่าจะไม่เห็น “ไต้นั้งม้วย” อยู่ในทำเนียบรายชื่อ นี่ไม่ใช่งานอันลึกซึ้ง คมคาย หรือมีความแปลกใหม่ เต็มไปด้วยพลังดึงดูดอันเร้าใจ
แต่เป็นงานที่ผู้อ่านระดับ “คอ” ไม่ควรมองผ่านได้โดยเด็ดขาด
เป็นงานที่นำเอาเปลือกและตัวตนแห่งความโกว้เล้งออกมาตีแผ่
แค่โก้วเล้งเอาบุคคลิกของตัวเองมาสร้างเป็นตัวเอกของเรื่องก็น่าสนใจแล้ว-ไม่ใช่หรือ
หากอยากรู้ว่ามีความเป็นโก้วเล้งมากเพียงไร ให้ดูที่ “เอี้ยฮ้วม” เอาเถิด
“มันเป็นบุรุษร่างเตี้ย อ้วนกลม ดวงตาเรียวยาว ขนคิ้วกว้างกว่าคนธรรมดากว่าเท่าตัว ปากของมันกว้างอย่างยิ่ง หัวยิ่งโตใหญ่กว่า
มันคือบุตรของเอี๊ยซาเอี๊ยแห่งไต้เม้งฮู้ คือคนที่ชั้งซือซือมักได้ยินว่ามันเป็นตัวประหลาดผิดมนุษย์ ฟังว่าในสิบวันมักยากจะมีสติแจ่มใสสักวันหนึ่ง ยามสติแจ่มใสมันอยู่ในวัดหลวงจีน ยามเมามายอยู่ในซ่องคณิกา”
ลักษณะร่างเตี้ย อ้วนกลม หัวโต ไม่ใช่โก้วเล้งแล้วจะเป็นใครไปได้
เปลือกนอกที่ “หัวโต อ้วนเตี้ย “มักถูกเขียนถึงในนิยายกำลังภายในอย่างดูถูกดูแคลนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งโก้วเล้งเองก็มิได้ละเว้นที่จะเขียนถึงรูปลักษณ์ของตัวเองด้วยความขมขื่นลึกๆ
ในเซียวฮื้อยี้ที่กล่าวถึงตัวละครฮาฮายี้ “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบคนโฉด โกวเล้งเขียนไว้ว่าสาเหตุที่ฮาฮายี้ต้องมาฝังตัวอยู่ในหุบเขาคนโฉดก็เพราะฆ่าล้างครอบครัวของอาจารย์ตัวเองเพียงเพราะศิษย์น้องคนหนึ่งดุด่าเป็น “สุกรอ้วน” เท่านั้น
 ”ความอ้วน” ในยุทธจักรนิยายไม่ใช่เป็นตัวดีอะไรเลยหรือ-โก้วเล้งคงอยากถามกับตัวเอง
 และในอีกความหมายหนึ่งคนที่ถูกเรียกขานว่า “ปีศาจหัวโต” ก็คือคนที่เสียเปรียบที่ถูกเยาะเย้ยตลอดเวลา เป็นคนที่ถูกหลอกลวงอยู่เสมอ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ “มังกรโบราณ” มักพร่ำบ่นผ่านตัวหนังสือว่าความขมขื่นในชีวิตของตัวเองก็คือการถูกผู้คนหลอกลวง เหยียบย่ำดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่า
บางทีความคับแค้นหลายประการดังที่กล่าวมาอาจทำให้โก้วเล้งสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง “เอี้ยฮ้วม” ขึ้นมา
 เป็นเอี้ยฮ้วมที่ทั้งหัวโต อ้วนเตี้ยไม่ผิดเพี้ยนไปจากตือโป๊ยก่าย
แต่ถึงจะเป็นตือโป๊ยก่ายแต่ก็เป็นตือโป๊ยก่ายที่มีสมองอย่างยิ่ง และยังเป็นจอมยุทธ์เหนือจอมยุทธ์อีกด้วย
เป็น “ปีศาจหัวโต” ที่ได้เป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” สมใจ
ถึงเปลือกนอกจะเปลี่ยนไป แต่ “เปลือกใน” ของเอี้ยฮ้วม ยังเป็นตัวละครที่เปี่ยมอุดมคติในแนวทางเดียวกันกับการสร้างสรรค์ “ลี้คิมฮวง” “เล็กเซี่ยวหงส์” เช่นกัน
นอกจากจะเป็นเรื่องที่นำเอาตัวตนของตัวเองเข้าไปตีแผ่แล้ว “ผู้ยิ่งใหญ่” ยังแสดงให้เห็นถึงอุดมคติของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด
โกวเล้งคงมีความคาดหวังลึกๆให้ “ผู้ยิ่งใหญ่” เป็นเหมือน “สาร” ที่ส่งต่อไปยังผู้อ่านว่า ไม่สมควรมองคนที่เปลือกนอก การเป็นวีรบุรุษในมุมมองของโก้วเล้งไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่สิ่งน่าภาคภูมิไปเสียทั้งหมด
เหมือนอย่าง “ฉิ่นกอ” บุรุษหนุ่มผู้ผูกแพรแดงไว้ที่คอคนนั้น
ฉิ่นกอได้รับการยกย่อง เทิดทูนให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่  แต่ถึงอย่างไรวีรบุรุษก็มีด้านมืด มีความอ่อนไหว ข้อบกพร่องเหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นกัน และโก้วเล้งก็แสดงความนึกคิดในเรื่องนี้ไว้อย่างคมคายว่า
 ”มนุษย์เรา เพียงแลเห็นเกียรติภูมิและอำนาจของขุนพลอันยิ่งใหญ่ โดยลืมไปถึงซากกระดูกที่สุมทับเป็นหมื่นๆพันๆในสนามรบ”
กล่าวถึงที่สุด “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่แท้จริงสมควรเป็นบุคคลเช่นไร
มนุษย์เหล็ก “ฉิ่นกอ” ผู้กล้าหาญและรักหนักแน่นกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ แต่ถึงอย่างนั้น “ทินั้ง” กลับยอมรับว่ามันเองยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้
กล่าวถึงเกียรติภูมิ ความชาญฉลาด ลิ่วฮวงกุกเหมาะสมกับเกียรติอันสูงส่งนี่มากที่สุด แต่นั่นเป็นแค่เปลือกนอก เนื้อแท้แล้วลิ่วฮวงกุกคือกั๊วซิงแซผู้ก่อตั้งขบวนการอธรรมชิกไฮ้อันชั่วร้าย จึงไม่คู่ควรกับเกียรติยศอันใดเลย
ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงกลับกลายเป็นบุรุษที่ธรรมดาสามัญ แถมขี้ริ้วอย่าง “เอี้ยฮ้วม” ไปเสียได้
เปลือกนอก “ปีศาจหัวโต” ผู้นี้เป็นเพียงทายาทตระกูลใหญ่ ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในสุรา นารี กีฬาบัตร
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือผู้ก่อตั้งขบวนการซั้วลิ้วที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายพิทักษ์คนดี กำจัดคนชั่ว อุทิศตัวเพื่อเพื่อนมนุษย์ เสียสละตัวเองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
 แล้วอะไรคือการเสียสละตัวเอง
 มังกรโบราณเคยอธิบายไว้ว่า
“การเสียสละตัวเองคือการห้ามความโกรธของตัวเอง อดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น ลืมเลือนสิ่งที่ผู้อื่นทำร้ายตัวเอง ปลูกฝังดวงใจแห่งรักต่อผู้อื่น”
“คาวเลือดและความรุนแรงในโลกนี้ยากจะสะกดระงับได้ ทั้งนี้เพราะการเสียสละเรื่องราวใดล้วนง่ายดายดาย แต่การเสียสละตัวเองยากเย็นแสนเข็ญ”
นี่คืออุดมคติของโกวเล้ง และเป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของ “ผู้ยิ่งใหญ่”
“ไต้นั้งม้วย” เขียนขึ้นมาเมื่อปี 2514 แต่ยังมีแนวคิดที่ทันสมัย ไม่ตกรุ่นแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าสอดคล้องกับความเป็นไปในโลกอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่าในโลกวันนี้ บุรุษชั่วร้ายอย่างลิ่วฮวงกุกไม่เพียงแต่มี “ที่ยืน” อยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” ในระดับผู้นำของโลกเลยทีเดียว
 ส่วนคนเยี่ยง “เอี้ยฮ้วม” แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็กลายเป็นเหมือน “คนนอก” ที่สังคมโดยรวมดูจะไม่ใยดีกระไรนัก
 แถมมองว่าเป็น “ขิงแก่” ที่เชย ไม่ทันโลกเอาเสียเลย
 ถ้าเป็นสังคมไทยก็อาจเข้าข่ายพวกเอ็นจีโอ หรือคณะกรรมการสมานฉันท์ อะไรประมาณนั้นนั่นแหละ
 แค่คิดก็เศร้าแล้ว