ที่มาของชิกไก้ปั่ว

8 04 2007

 มีคนชอบถามเสมอว่า ชิกไก้ปั่ว คืออะไร และมีความหมายว่าอะไร
 หะแรก-ก็ไม่อยากเฉลยหรอกนะครับ เพราะผมก็ลอกเขามาอีกที แฮ่
 แต่เมื่ออยากรู้ก็ขอเฉลยให้ฟังกันเสียตรงนี้
 ถือว่าเป็นเรื่องแก้ขัดหลังจากไม่ได้โพสต์เรื่องใหม่ๆให้อ่านกันเลย
 “ชิกไก้ปั่ว” เป็นสถานที่สมมติจากปลายปากกาของ “โก้วเล้ง” มังกรเมาผู้โด่งดังนั่นเอง
อยู่ในเรื่อง “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ผมเคยเขียนเอาไว้นั่นแหละ
 ส่วนความหมายก็คือ “เจ็ดอันครึ่ง” หรือ “เจ็ดเบี้ยครึ่ง”
 ที่มาก็พิลึกพิลั่นพอดู ดังนี้
 “เจ้าของสถานที่ก็มีนามว่าชิกไก้ปั่ว เนื่องเพราะผู้อื่นจะตัดผมต้องสิบห้าเบี้ย แต่มันเสียเจ็ดเบี้ยครึ่งเท่านั้น”
 เนื่องเพราะมันเป็นคนศรีษะล้าน
 ฮา ครับฮา
 แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ ร้าน “ชิกไก้ปั่ว” แห่งนี้ขายดีอย่างเหลือเชื่อ ค่ำคืนดึกดื่นยังมีลูกค้ามานั่งเต็ม ทั้งๆที่ร้านก็ไม่ใหญ่โตอะไร
ในร้านก็มืดๆทึมๆ หน้าตาคนนั่งเป็นยังไงจำแนกกันไม่ค่อยออก
 ส่วนอาหารนี่ยิ่งแล้วใหญ่มีอยู่แค่ 4 อย่าง
 หมี่เนื้อวัว เนื้อวัวหมัก หมี่ขาหมู และ ขาหมูไฟแดง
 มีอยู่แค่นี้จริงๆ
 ส่วน “แขก” ที่มานั้นเล่า หลากหลายเสียจริงๆ
จอมยุทธ์ คนยาก มหาเศรษฐีเป็น “ขาประจำ” ของ ชิกไก้ปั่ว แทบทั้งสิ้น
 “ยังมีบางจำพวกเนื่องเพราะกลางวันไม่อาจพบเห็นผู้คน ดังนั้นกลางคืนจึงมายืดเส้นยืดสายในทีนี้ และมีบางจำพวกเนื่องเพราะรู้สึก สถานที่นี้ไม่เลวจึงได้มา”
 โก้วเล้งขยายความต่อดังนี้
 “หากท่านไปเหลาสุราโอฬาร ร้านอาหารใหญ่โตทุกวัน ท่านจะรู้สึกว่าไม่มีความหมาย บางครั้งมาที่นี่สักครา จะรู้สึกแปลกใหม่น่าสนใจ”
 “คล้ายดังหากท่านเฝ้าภรรยาอยู่ทุกวันเวลา บางครั้งไปหาสตรีอื่นๆบ้าง แม้ว่าสตรีนางนั้นอัปลักษณ์กว่าภรรยาท่านมากหลาย ท่านก็จะรู้สึกแปลกใหม่และเร้าใจ”
โห-เขียนได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่ใช่จอมเมามาย ชายขี้เหงา ใช้สุราราดรดทุกข์แล้ว คงไม่สามารถสร้างจินตนาการได้กว้างไกลอย่างนี้หรอก
นับถือๆ
 แม้จะเป็นแค่เรื่องแต่ง แต่เรา-คือผมและคนที่เคยได้อ่าน “ผู้ยิ่งใหญ่” คงต้องคิดเหมือนกันแน่ๆว่า ร้าน “ชิกไก้ปั่ว” ช่างคุ้นหูคุ้นตาเสียเหลือเกิน
 เหมือนร้านข้าวต้มไกล้ๆบ้าน-ว่าอย่างนั้น
 อย่างผมเองยังยอมรับว่ามีร้าน “ชิกไก้ปั่ว” เจ้าประจำเหมือนกัน
 ชื่อร้านไม่มีครับ ใบ้ให้นิดๆว่าอยู่ละแวกถนนประชาชื่น ไกล้กับที่ตั้งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันไปทั่วนั่นเอง
 ร้านก็อยู่ในมุมมืดๆ แสงไฟ ส่องเข้าไปไม่ถึง โต๊ะ เก้าอี้ ก็มีไม่กี่ชุด
 แถมวันดีคืนดี ต้องนั่งทนเหม็นเยี่ยวกันไปอีกต่างหาก
 อาหารนะหรือครับ ยืนพื้นก็มีแค่หมูปิ้ง
 ครับหมูปิ้ง ข้าวเหนียวอะไรอย่างนั้นละ
 ตอนหลัง เริ่มมีพวก “แหนม-ไส้กรอก” แซมมาด้วย
 หรือมี แกงหม้อ-ข้าวหม้อ อะไรอย่างนั้น
 ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้
 อ้อ แล้วก็มีเบียร์กระป๋องไว้จำหน่ายด้วย-ขาดไม่ได้ซิครับ
 ดูมันกระจอกยังไงๆอยู่ใช่มั๊ยครับ
 แต่โทษที 4-5 ทุ่มขึ้นไปเลยไปถึงช่วงฟ้าเริ่มเปิด ลูกค้าตึม
 มีทั้งนักข่าว นักเขียน ช่างแท่น
 นักร้อง นักดนตรีก็มีนะครับ
 และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “จอมยุทธ์” ครับ
 จอมยุทธ์ที่ว่าก็คือ พวกที่ดีกรีเริ่มได้ที่ ตาเริ่มขวาง เสียงเริ่มอ้อแอ้
 ลมปราณถึงจุดสุดยอดเมื่อไหร่ อาจมีรายการวางไม้วางมือ ตะโกนท้าทายพอให้เนื้อตัวสั่น
 จอมยุทธ์หนุ่มบางรายพอ “ของขึ้น” เห็นเก้าอี้เป็นมีดดาบยกขึ้นฟาดโต๊ะไกล้ๆกันก็มี
 แหม-ฟังดูน่ากลัวเนอะ
 แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรหรอกครับ บางวันจอมยุทธ์หนุ่มเหล่านี้ก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดี
 แถมบางวันเรียกเสียงฮา เพราะหลับทั้งยืน เพราะฤทธิ์เมาถามหาก็มี ฮ่า
 ลูกค้าโดยรวมหนักไปทาง “ติสต์แดก” เสียมากกว่า
 ประเภทกินไป 2-3 กระป๋องก็อ่านบทกวี หรือไม่ก็กระดกลูกคอออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งให้พอครึกครื้นเสียมากกว่า
 อารมณ์นี่ “ชิกไก้ปั่ว” ไม่ผิดเพี้ยนเลยนะครับ
 อยากมาทดสอบบรรยากาศก็ได้ครับ แต่ตั้งอยู่พื้นที่บริเวณไหนต้องพยายามกันหน่อย
 ตาดีได้ ตาร้ายเสียครับ

Advertisements




หมาเฝ้าบ้าน

9 03 2007


 รู้จักคำว่าหมาเฝ้าบ้านหรือเปล่าครับ
 ความคุ้นเคยของคนส่วนมากคงนึกว่าคือสัญญลักษณ์ของ “นักข่าว-นักหนังสือพิมพ์” ผู้เห่าหอนเพื่อความถูกต้องของสังคม
 (ส่วนอาการโกรธแค้น ฟูมฟาย โอเวอร์แอ๊กติ้งของนักข่าวไอทีวี จะรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ผมขอไม่ออกความเห็นน่ะครับ แฮ่)
 แต่สำหรับผมพูด ถึง “หมาเฝ้าบ้าน” ก็นึกถึง “หมา” 2 ตัวขึ้นมาทันที-จริงๆนะเอ้า
 เพราะมันเป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือเรียกให้ถูกก็คือ “เฝ้าสำนักงาน” ที่ผมและเพื่อนสังกัดอยู่
 มันชื่อ “ดำหมู” และ “ดำน้อย” ครับ
 จำได้เลือนๆว่า นับตั้งแต่เรามีตึกทำงานเป็นของตัวเอง เราก็มี “ไอ้แดง” สุนัขไทยเพศเมียเป็นสมาชิกใหม่มาตลอด
 มันมาจากไหนไม่มีใครรู้และอยากรู้ แต่ที่แน่ๆมันเป็นสมาชิกของสำนักงานของเราโดยไม่ได้รับเชิญ
 เช่นเดียวกับ “ดำหมู” และ “ดำน้อย” ลูกของมันในเวลาต่อมา
 “ไอ้แดง” เป็นหมาไทย ส่วนจะพันธุ์ทางหรือไม่อย่างไรนั้นผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่มีลักษณะงามสง่า เรียบร้อย เรียกว่าเป็นหมาที่ใช้ได้เลย
 ไม่ใช่เว่อร์นะครับ เพราะผมเคยสังเกตมันตอน “ฉี่” ที่มักจะนั่งลงถ่ายอย่างเรียบร้อย เท้าทั้งสี่วางอยู่บนพื้น เรียกว่าเป็นหมามีมารยาทแม้ยามฉี่
 ส่วนลูกของมัน “ดำน้อย” เวลา “ฉี่” จะตะแคงข้างถ่ายเหมือนหมาตัวผู้ยังไงยังงั้น
 “ไอ้แดง” เป็นหมาที่เห่าเก่ง ดุในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักนอนเงียบอยู่ในโรงอาหารนั่นแหละไม่ไปไหน
 มันมาอย่างเงียบๆและจากไปอย่างเงียบๆ
 หลังจากนั้นมา ทั้ง “ดำหมู-ดำน้อย” ได้กลายเป็นเหมือน “สมบัติส่วนกลาง” ของพวกเราทุกคนในบริษัท
 เป็นที่รักของบางคน น่ารำคาญสำหรับหลายคน แต่ถึงขั้นเกลียดชังนั้นไม่ค่อยจะมีนัก
 ดูจากลักษณะภายนอก ทั้งสองตัวเป็นหมาไทยอันแสนจะธรรมดา ดาดๆ ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป
 คือเป็นหมาตัวเมีย สีดำ ไม่งามสง่าเหมือนหมาฝรั่งพันธุ์ดี แต่ก็ไม่ถึงขนาดขี้เหร่เกินทนอะไรนัก
 สรุปโดยรวมแล้ว ไม่มีลักษณะอะไรที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ควรค่าสนใจแม้แต่น้อย
 สำหรับ “ดำน้อย” นับเนื่องจากวันที่เป็นลูกหมาตัวน้อยๆจนกลายหมาสาว เลยไปจนกลายเป็นสุนัข “ขิงแก่” ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ถือว่ามันได้ “เสียหมา” ไปแบบไม่เหลือคราบไคลเดิมแม้แต่น้อย
 จากที่ผมเคยรู้และอ่านผ่านตามาบ้าง ลักษณะเด่นของหมาไทยก็คือ สภาพจิตใจที่จะเปลี่ยนไปตามร่างกายและอายุ ยิ่งโตขึ้นจะยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเอง มิได้คงสภาพเป็นลูกหมาไปทั้งชีวิตเหมือนหมาฝรั่ง
 และเมื่อโตแล้วก็มักจะไม่ค่อยติดคน แถมชอบเที่ยวเตร่อีกด้วย
 แต่สำหรับ “ดำน้อย” แล้ว โตไปตามวัยก็จริง แต่มันไม่ดุ เห่าไม่ค่อยเป็น ชมชอบอยู่กับผู้คนเป็นนิจ แถมใจง่ายเดินตามคนแปลกหน้าอยู่บ่อยหน
 นี่ไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดของหมา แต่เกิดขึ้นจากการเป็นหมาที่ถูกตามใจ ปรนเปรอด้วยอาหารนานาชนิดเสียมากกว่า
 มัน “เสียหมา” เพราะคน ว่ากันอย่างนั้น
 ส่วน “ดำหมู” ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
 วัยเด็ก “ดำหมู” ก็มีหน้าตา รูปร่างถอดแบบมาจาก “ดำน้อย” ถูกกระเบียดนิ้วนั่นแหละ แต่ยิ่งโตขึ้นลักษณะภายนอกก็แตกต่างกันไปอย่างสุดขั้ว เนื่องจากข้าวไม่กิน ทานแต่ของหวานอย่าง เค้ก นมไวตามิลค์
 และมีอาหารเสริมคือ ขนมปังกรอบ “กูลิโกะ”
 ผลหรือครับ มันก็กลายเป็นหมาที่เหมือนหมูมากกว่าหมานะซิครับ
 แต่คุณลักษณะพิเศษของมันไม่ใช่รูปร่าง ถึงมีเพื่อนร่วมงานบางส่วนแสดงความเห็นว่ามันเป็นหมาขี้เกียจ นอกเหนือจากกินก็คือนอน ยกเว้นตอนถ่ายหนัก-เบาเท่านั้น
 แต่ผมขอแย้งครับ ขอแย้ง
 ผมคิดว่า “ดำหมู” เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น เพราะสืบทอดนิสัยของ “ไอ้แดง” แม่ของมันไว้ไม่น้อย
 เวลาผมลงไปทานกลางวันที่โรงอาหาร มันจะเดินวนอยู่รอบๆเพื่อให้ผมตบหัวแสดงความรัก หลังจากนั้นก็จะไปซุกตัวหาที่นอนอย่างเงียบๆอยู่ไกล้ๆ
 แต่ถ้าบางครั้ง มันวิ่งพุ่งเข้าชนใส่นั่นหมายความว่า มำนกำลังบอกว่าไม่สบายหรือหิว
 แถมมันชอบอยู่เงียบๆเหมือนแม่ของมัน ไม่ชอบมีเพื่อน ยิ่งถ้าเป็นเพศตรงข้ามด้วยแล้วจะคำรามเข้าใส่
 หมาตัวเดียวที่มันอนุญาติให้อยู่ไกล้ในบางคราวก็คือ “ดำน้อย”
 ยิ่งถ้าอารมณ์ดีหน่อยก็จะยอมให้ “น้องสาว” ใช้ลิ้นเลียหัวจนเปียกชุ่มอย่างสุขใจ
 “ดำน้อย” ชอบสังคม ยามมีเพื่อนใหม่หลุดรอดเข้ามา ก็จะแค่เห่าเบาๆทักทาย ไม่มีคำรามลั่นเพื่อขับไล่แต่อย่างใด
 ส่วน “ดำหมู” เป็นหมาเก็บกดมากกว่า มีจิตวิญญานแห่งหมาชัดเจนกว่า ไม่มีอะไรหรือใครที่จะบังคับมันได้ มันกินเมื่อหิว และนอนเมื่อง่วง
 ปัจจุบัน สองตัวนี่ถือเป็น “หมาไกล้ฝั่ง” ของสำนักงานของเรา และเริ่มมีหมา “ทีนเอจ” เข้ามาแย่งความสนใจบ้างประปรายบ้างแล้ว
 แต่มันก็ยังเป็น “เสาหลัก” ของเหล่าหมา-หมาในสำนักงานของเราอยู่เหมือนเดิม
 และยามมีแขกมาเยือนสำนักงานของเรา ผมและเพื่อนไม่เคยอับอายที่จะพาหมาสองตัวออกมา”รับแขก” แต่อย่างใด
 และกล้าบอกกับใครต่อใครด้วยว่า
 มันเป็น “หมาเฝ้าบ้านของเรา”





ข้อคิดจากเมล์ขยะ

22 02 2007

ช้างกับกิ่งไม้

คุณเคยได้รับเมล์ข้อความประเภทนี้หรือเปล่าครับ
 ระบบของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องถ่อสังขาร รอรถติดไปทำงาน
 ความเชื่อที่ว่าคนที่ทำงานรายได้ดีกว่าคุณเป็นคนเก่งกว่าคุณ ซึ่งนั่นหาใช่ความจริงไม่
 คุณคือใคร? คนที่ประสบความสำเร็จ-คนที่ล้มเหลว-คนที่พยายามจะประสบความสำเร็จ
การโพสต์ในเว็บเป็นธุรกิจเงินแสนต่อเดือน?
 คุณเคยคิดไหมว่าน่าจะมีวิธีทำเงินได้ดีกว่านี้
 ในสมัยเรียนเคยมีอาจารย์ท่านใด สอนให้คุณรู้จักวิธีสร้างความร่ำรวยบ้าง พวกเราเรียนหนังสือมาชั่วชีวิต แต่ไม่มีวิชาใดเลย ที่สอนให้เราร่ำรวยมั่งคั่ง
 ลองคลิกเข้าไปดูข้อความ ก็จะได้ความหมายคล้ายๆกัน เป็นการชักชวนให้ลงทะเบียน สมัครเป็นสมาชิก เข้าร่วมงาน ทั้งที่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างที่เขียนโน้มน้าวเอาไว้เลย
  เมล์ประภทนี้เป็นเมล์ขยะ-ที่ไม่ควรค่าแห่งความสนใจแม้แต่นิดเดียว
 แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีเมล์ขยะประเภทนี้ส่งเข้ามา จะด้วยเพราะผมมีเวลาว่างเหลือเฟืออะไรก็ตามแต่ แต่เมื่อลองคลิกเข้าไปดูเล่นๆ กลับได้ค้นพบข้อความที่เป็น “ของใหม่” ในเมล์ประเภทนี้
 และต้องยอมรับว่าน่าสนใจไม่เลวเลยทีเดียว
 มันเป็นเรื่องของ “ช้างกับกิ่งไม้”
 “นานมาแล้ว ชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง โดยล่ามโซ่ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่ พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้ ความพยายามหลายๆครั้งแล้วทำไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่า ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอสมควรแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง และเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้
 ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ มันจะไม่หนีไปไหน อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ
 เราเองก็คงไม่ต่างอะไรกับช้าง เราเชื่อไปเองว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ความเชื่อนี้จะฝังหัวเรามากขึ้นๆ จนในที่สุดมันกลายเป็นความจริงในจิตใต้สำนึก
 แต่ถึงที่สุดเราเองต้องตัดสินใจและตระหนักให้ได้ว่า สิ่งที่ผูกติดเราไว้ ไม่ใช่ต้นไม้หรือหรือขอนไม้ที่ใหญ่โต มันเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ
 สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเริ่มต้นที่จะกล้าหักกิ่งไม้นั้นทิ้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์”
 “ช้างกับกิ่งไม้” นำมาจากหนังสือ The Elephant & The Twig ของ Geoff Thomson เท่าที่ทราบมีฉบับแปลเป็นภาษาไทยวางขายมาหลายปีแล้ว
 ซึ่งไม่รู้ทำอีท่าไหน ถูกโยงมาเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตไปเสียได้
 เป็นธุรกิจที่ดำเนินการจริง หรือหลอกลวงก็ไม่ทราบได้
 แต่เอาเถอะ-“ช้างกับกิ่งไม้” ก็มีคุณค่าบางอย่างในเนื้อหาที่น่านำเอาไปคิดต่อ
  “ช้างกับกิ่งไม้” ไม่ได้เป็นปรัชญาที่ซับซ้อน ลึกซึ้งอะไรนัก “ความคิด” ในเนื้อหาที่สื่อออกมา หากแปลความหมายผิดเพี้ยนไปก็อาจกลายเป็นทางเลือกอันตรายเสียด้วยซ้ำ
 แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอมองเห็น “ความดีงาม” ที่สอดแทรกอยู่ในนั้น
 บอกตามตรง บางแง่มุมใน “ช้างกับกิ่งไม้” พ้องพานกับความรู้สึก “การเริ่มต้น” ของการ “คิดการเล็ก” ในหลายแวดวงได้อย่างกลมกลืน
 แน่นอน-การเริ่มต้นของการคิดการเล็กนั้น บางทีก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเองคือช้างที่ถูกล่ามโซ่-มันไม่ได้เลวร้ายหรือหดหู่อะไรอย่างนั้น
 แต่เสียงเรียกร้องให้คนหนึ่งก้าวออกเดิน เพราะต้องการแสวงหาความลึกลับในป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์เบื้องหน้า นั่นต่างหากที่น่าใคร่ครวญหาคำตอบ
 มันเป็นเรื่องของ “หัวใจ” ล้วนๆไม่มีก้อนกรวดปน
 มีนักเขียนหนุ่มบางคนเคยให้สัมภาษณ์ว่า
 ” สำหรับผมแล้ว การรักในสิ่งที่ทำและได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่กันไป คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ส่วนผลที่ตามมาหลังจากนั้นทั้งเลวและร้ายก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ”
 แม้จะฟังดูเขื่องๆหน่อย แต่มันก็ใช่เลย
 อย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้มีความสุขกับการเกิดเป็น “ช้าง” ทุกคนครับ
 ไม่ว่าคุณจะถูก ” ล่าม ” เอาไว้หรือไม่ก็ตาม
 
 
 





นักข่าวกีฬาชื่อมิตช์ อัลโบม

20 02 2007

มิตช์ ภ??ลโบม

รู้จักนักข่าวกีฬาบ้างมั๊ยครับ

 ถ้าบ้านเราที่รู้จักส่วนมากก็คงจะเป็น “คนดัง” อย่าง “บิ๊กจ๊ะ” สาธิต กรีกุล เอกราช เก่งทุกทาง 

หรือถ้าเป็นรุ่นใหญ่หน่อยก็คงจะเป็น พิษณุ นิลกลัด 

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ท่านทั้งหลายที่ว่ามานี้ถือว่าหนักไปทาง “นักพากย์” มากกว่า ไม่ใช่ นักข่าวที่เกาะติดอยู่ในพื้นที่ ออกไล่ล่าหาข่าวจากแหล่งข่าวแต่อย่างใด 

ซึ่งอย่างหลังนี่ว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเสียง รูปร่างหน้าตาสักเท่าไหร่เลย 

แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในอังกฤษ-สหรัฐ การเป็น “นักพากย์” กับ “นักข่าว” แบ่งแยกกันโดยเด่นชัด 

ที่สวมหมวก 2 ใบค่อนข้างจะหายาก 

ที่เหมือนกันก็คือ “นักข่าวกีฬา” มักจะไม่เป็นที่คุ้นเคยเหมือนกับนักพากย์กีฬา หรือพวกคอมเมนเตเตอร์เท่าใดนัก 

ยกเว้นไว้คนครับ เขาชื่อ “มิตช์ อัลโบม” 

ว่าไปแล้วมิตช์ อัลโบม น่าจะเป็นแบบฉบับของ “อเมริกัน ดรีม” ได้อย่างสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง 

หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแบรนดีสมิตช์เริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อปี 1981 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ Queens Tribune ในนิวยอร์ก ก่อนจะลงหลักปักฐานกับ Detroit Free Press ในปี 1985 มาจนถึงปัจจุบัน 

แม้เขาจะเป็นเพียงนักข่าวกีฬา แต่ทรรศนะ การมองโลกของมิตช์มีความลึกซึ้ง มีความโดดเด่นเฉพาะตัว

ในรายงานของมิตช์มักจะให้ความสำคัญกับชีวิตและความเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้ปีละหลายร้อยล้าน แต่เขามักจะแจกแจงให้เห็นว่าชีวิตของสุดยอดนักกีฬาก็เป็นเหมือนปุถุชนทั่วไปเช่นกัน มีความผิดพลาด เหงา เศร้า มีด้านที่สมหวัง แต่ก็มีด้านที่ขื่นขมเช่นกัน 

ด้วยเหตุนี้ชื่อของมิตช์ อัลโบม จึงได้รับการยอมรับในเวลาอันรวดเร็ว ได้รับการเสนอชื่อเป็นคอลัมนิสต์กีฬาอันดับ 1 ของสหรัฐเป็นเวลาหลายปี

และมีงานเขียนปรากฎในหนังสือดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็นSport Illustrted ,GQ, Sport, The Newyork Times  

ไม่เพียงแต่เท่านั้น มิตช์ยังจัดรายการทางวิทยุ มีรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์เป็นของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น 

คอลัมน์ของมิตช์ในหนังสือพิมพ์ Detroit Free Press มีตีพิมพ์ทุกวัน แต่ในฉบับวันอาทิตย์เขามักจะฉีกแนวหันไปพูดถึงเรื่องหนัง ดนตรี ศิลปะ ครอบคลุมไปถึงการเมือง ปรัชญาและการดำเนินชีวิต

ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความสามารถและความสนใจอันหลากหลายนั่นเอง 

แม้จะโด่งดังสุดขีด แต่ มิตช์ บอกกับใครว่า งานที่เขารักก็คือเป็นนักหนังสือพิมพ์ เห็นผลงานของตัวเองตีพิมพ์ทุกวัน 

และอีกด้านหนึ่ง ความโด่งดังของ มิตช์เกิดขึ้นจากการเป็นผู้เขียน Tuesdays With Morrie ซึ่งฉบับแปลไทยโดยอมรรัตน์ โรเก้ ตั้งชื่อไว้ว่า “วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี่” 

เป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์ส ที่นักอ่านช่าวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี และยังมีงานสร้างชื่อตามมาอีกคือ five people you meet in heaven 

กล่าวสำหรับ Tuesdays With Morrie เป็นเรื่องจริงของ “มอร์รี่ ชวอตซ์” ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มิตช์เคยศึกษาอยู่นั่นเอง ครูมอร์รี่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้และได้แต่เฝ้านอนรอวันตาย แต่ในห้วงเวลานั้นเองมิตช์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมครูของเขา และได้มีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันระยะหนึ่งก่อนถึงวันแตกดับของผู้เป็นครู

และบทสนทนาทุกวันอังคารระหว่างครูและศิษย์ได้กลายมาเป็นหนังสือ Tuesdays With Morrie เล่มนี้นี่เอง 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรักให้แก่ผู้อื่น และการเปิดรับให้ความรักเข้ามา” นั่นคือประโยคทองในหนังสือเล่มนี้ที่จับใจคนทั่วโลก 

ในหนังสือ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในบทความเรื่อง”อารมณ์ตะวันตก”มีการหยิบยกหนังสือ Tuesdays With Morrie ขึ้นมาเขียนถึงด้วยความชื่นชมเช่นกัน มีความว่า 

“คำตอบที่มอร์รีมีต่อโลกและชีวิตไม่ได้เหมือนกับกระแสหลักที่ชี้นำสังคมอเมริกันอยู่เลย มอร์รี่เน้นเรื่องความรักและความเมตตาที่มนุษย์พึงมอบให้กัน และยอมรับการเกิดแก่เจ็บตายได้อย่างสง่างาม…” 

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ถ้อยคำสนทนาระหว่างอาจารย์-ลูกศิษย์คู่นี้คือการมองย้อนชีวิตในทุกๆด้าน รวมทั้งยังกล่าวถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เปี่ยมความหมาย

 ไม่น่าเชื่อว่านักข่าวกีฬาธรรมดาคนหนึ่งจะมีภูมิปัญญา และ การมองโลกที่ลึกซึ้งเยี่ยงนี้ 

บ้านเรามีนักข่าวกีฬาอย่าง มิตช์ อัลโบม สักคนก็น่าจะดีเหมือนกันนะ ผมว่า 





ลายเซ็นของ Jayhawks

19 02 2007

rainy.gif

 วัฒนธรรมดนตรีของโลกเลื่อนไหล ผันแปรไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อวานอาจเป็นวันของร็อก เฮฟวี่เมทัล อัลเทอร์เนทีฟ วันนี้อาจเป็นวันของแร็พ ฮิพฮอพ ชิลล์ เอาต์ การาจ ร็อก ไปจนถึง อีเล็กโทรแคลชแต่วันพรุ่งนี้กระแสดนตรีโลกจะพุ่งไปทางไหนเหลือจะคาดเดา ร่ำๆว่าดนตรียุค 70 กำลังจะกลับมาเป็นเทรนด์ใหม่เสียด้วยซ้ำไป

กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหน กาลเวลาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” เท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้

ของจริงที่ว่านี้ไม่จำกัดรุ่น ไม่จำกัดเพศหรือวัย อยู่ที่ว่ามี “ตัวตน” ที่แท้หรือไม่ สามารถปรุงแต่งความเป็นตัวเองเข้ากับยุคสมัยได้หรือไม่เท่านั้น

ใครคนไหนมี “ลายเซ็น” ของตัวเองก็มักจะอยู่ยั้งยืนยง เป็นศิลปินที่ “ตายยาก” อยู่เสมอ

วงดนตรีที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คันทรี่ร็อก ทางเลือก” อย่าง The Jayhawks น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุด

The Jayhawks ก่อตั้งวงขึ้นมาเมื่อเดือนก.พ.ปี 1985 แกนหลักสำคัญของวงคือ มาร์ก โอลสัน อดีตมือเบสมากฝีมือของวงสแตกเกอร์ ลี ในมินนิอาโปลิส,มินเนโซต้า ส่วนสมาชิกรุ่นก่อตั้งคือ มาร์ก เพิร์ลแมน (กีตาร์),นอร์ม โรเจอร์ส (กลอง) และสมาชิกสำคัญอีกคนคือ แกรี่ ลูริส อดีตมือกีตาร์และนักแต่งเพลงฝีมือดีจากวงเซฟตี้ ลาสต์

The Jayhawks เป็นวงดนตรีคันทรี่ ร็อกผสมผสานกับอะคูสติก พ็อพที่มีสำเนียงเป็นของตัวเอง มีอิทธิพลของ บ็อบ ดีแล่น,นีล ยังแผ่ซ่านอยู่

ท่ามกลางท่วงทำนองอันไพเราะ รื่นหู มีเสียงประสานอันกลมกลืน และยังแฝงเร้นไปด้วยเนื้อหาคมคาย มีลายกวีซุกซ่อนอยู่ประปราย

ภายใต้การทำงานของคู่หู “โอลสัน-ลูริส” ทำให้ The Jayhawks เป็น “เสียงใหม่” แห่งวงการคันทรี่ร็อก

แม้ไม่โด่งดัง โครมคราม แต่ก็มีลักษณะเฉพาะอันโดดเด่น

ก่อนจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างกับอัลบั้มชุดที่ 4 Tomorrow The Green Grass เมื่อปี 1995 ซึ่งมีซิ้งเกิ้ลเด่นอย่าง Blue และการนำเอาเพลงเก่าที่เคยฮิตระเบิดอย่าง Bad Time มาทำใหม่ในลีลาของตัวเอง

ก่อนหน้าที่จะมาโด่งดังกับ Tomorrow The Green Grass นั้น The Jayhawks มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกแบบผลัดกันเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา

แต่ครั้งไหนก็ไม่สะเทือนเท่ากับตอนที่โอลสันตัดสินใจไขก็อกลาหลังอัลบั้ม Tomorrow The Green Grass

ทำให้ภาระผู้นำต้องตกเป็นของลูริสอย่างเต็มตัว

แม้จะเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงรวมทั้งนักร้องเสียงดีอยู่ในตัว แต่ลูริสก็แสดงให้เห็นว่าการขาดหายไปของโอลสัน ทำให้ความเป็น The Jayhawks เป๋ไปไม่น้อยเลย

สังเกตได้จากอัลบั้ม 2 ชุดถัดมาคือ Sound Of Lies (1997) และ Smile (2000) มีสำเนียงที่ผิดที่ผิดทางอยู่มาก

โดยเฉพาะอัลบั้ม Smile หันไปใช้ Bob Ezrin อดีตโปรดิวเซอร์ของศิลปินอย่าง อลิซ คูเปอร์,คิสส์,ลู รี้ดและปีเตอร์ เกเบรียล ทำให้เพลงในอัลบั้มดังกล่าวมีกลิ่นที่แปลก แปร่งออกไปอยู่มาก

แต่อัลบั้มชุดที่ 7 Rainy Day Music (2003) เป็นการกลับคืนสู่รากเหง้าอีกครั้ง

The Jayhawks แม้จะกลายสภาพเป็นวงทริโอ (แกรี่ ลูริส,ทิม โอ’เรแกน,มาร์ก เพิร์ลแมน) แต่การเลือกใช้เพื่อนพ้องนักดนตรีฝีมือเยี่ยม และมีความเป็น “พวกเดียวกัน” ใน Rainy Day Music  กระทำได้อย่างเหมาะเจาะ จนก่อเกิดเป็น “เดอะ ทีม” ชั้นเยี่ยม

Rainy Day Music จึงฟุ้งไปด้วยเสียงอันคุ้นเคย มีความเป็นคันทรี่ ร็อกที่รื่นหู เนื้อหาคมคายและหลากหลาย เสียงประสานอันสุดยอด

ที่สำคัญก็คือมี”กลิ่น” ความเป็นบริติช พ็อพลอยวนกลายเป็น “เสียงใหม่” อันทำให้เป็นงานที่ไม่เชย ตกรุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

Rainy Day Music นำพาผู้ฟังไปสู่คืนวันเก่าๆที่งดงาม มีสำเนียงของ The Eagles และ Crosby Stills&Nash อบอวลอยู่ และความเชื่อมโยงที่เห็นได้ชัดก็คือการได้เบอร์นี่ ลีด้อน อดีตสมาชิกของ The Eagles มาเล่นแบนโจให้ในเพลง Tailspin มีคริส สตีลล์ส (บุตรชายของสตีเฟ่น สติลล์ส) และจาค็อบ ดีแลน (ลูกชายของบ็อบ ดีแลน) มาร่วมร้อง แถมยังมีขาใหญ่ในแวดวงอย่าง แม็ตธิว สวีต (The Thorns) มาร่วมร้องและแต่งเพลงให้อีกด้วย

เพลงทั้งหมด 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ของวงร่วมกันรับผิดชอบโดยมีแกรี่ ลูริสที่ออกจะโดดเด่นกว่าเพื่อน ผลที่ได้ก็คือทั้งอัลบั้มมีความกลมกลืน เป็นเนื้อเดียว กลิ่นเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ผลงานของลูริสอย่าง Tailspin และ Save For A Rainy Day นอกจากจะฟังได้รื่นหู ชนิดครั้งเดียวก็ “โดน” แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติในการมองโลกในแง่งาม ไม่ยอมให้ชีวิตตัวเองต้องถดถอยของลูริสอีกด้วย

ส่วน Eyes of Sarahjane และ Angelyne เป็นการเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วสามารถนึกตามจนเห็นภาพ

ในขณะที่ Stumbling Through The Dark (ลูริสแต่งร่วมกับแม็ตธิว สวีต) สวยงามและเข้าขาราว “เกล็น ฟราย-ดอน เฮนลีย์” ประมาณนั้น

สำหรับ Don’t Let The World Get In You Way และ Tampa To Tulsa ของทิม โอ’รีแกน และ Will I See You In Heaven ของมาร์ก เพิร์ลแมนดู คมคายและมีชั้นเชิงพอตัวทีเดียว

เมื่อตอนออกวางขายใหม่ๆนิตยสารโรลลิ่ง สโตนรายงานว่าอัลบั้ม Rainy Day Music หลังจากออกวางขายก็ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับที่ 51 ในตารางบิลล์บอร์ด

แม้จะดูเป็นอันดับที่ “ธรรมดา” มากถ้านำไปเทียบกับโคตรศิลปินแห่งยุคอย่าง Linkin Park หรือ Radiohead แต่นี่คืออันดับสูงสุดเท่าที่ทางวงเคยได้รับมา

ดูเหมือนว่าการกลับคืนสู่ตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง และผลิตงานในลักษณะ Less is more

คือสิ่งที่ The Jayhawks น่าจะทำมานานแล้ว

แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน The Jayhawks จะยังไม่มีอัลบั้มใหม่ออกมา แต่ยังวนเวียนอยู่ในวงการเหมือนเดิม
 และเมื่อมองย้อนกลับไป Rainy Day Music คืออัลบั้มที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน
  





มันเป็นพวกเดียวกัน

18 02 2007

ทักษิณบุช 

รถเมล์สาย 66 หลานขึ้นไม่ได้นะจำไว้ บนนั้นคนขับชอบหักคอเด็ก ยิ่งเด็กดื้อยิ่งชอบ” 

สำหรับเด็กประถมหนึ่ง แถมขี้กลัวชนิดหัวหดตดหายอย่างผมด้วยแล้ว นั่นเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ไม่มีทางจะแข็งขืนอย่างเด็ดขาด 

กว่าจะรู้เรื่องที่น้าชายพูดขู่ว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาก็ล่วงเลยผ่านไปแรมปี ที่ทราบก็เพราะแม่เป็นคนจูงขึ้นรถเมล์สาย 66 ด้วยตัวเอง

แต่กว่าจะลากผมขึ้นรถไปได้ก็เล่นเอาแม่เหนื่อย เพราะผมเอาแต่ดิ้นพราดๆเพราะความกลัวที่ฝังลึกอยู่ 

แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานหลายสิบปีแล้ว แต่ผมก็รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่าการโกหก หลอกลวงได้เป็นอย่างดี 

กระทั่งถึงทุกวันนี้ วันที่แม้แต่ตัวผมเองก็ผ่านประสบการณ์ของการเป็น “นักโกหก” มาอย่างเชี่ยวกราก แต่ความรู้สึก “โดนหลอก” ในวัยเด็กก็ยังลอยวนอยู่ ไม่ได้หนีไปไหน 

ครั้งแรกที่พบว่าตัวเองเป็นเหยื่อ โดนคนอื่นหลอกจนหัวหมุน หน้าซีด ตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมไปได้ง่ายๆอย่างแน่นอน 

มานั่งนึกอีกที การโดนน้าชายหลอกในวันนั้น มีเหตุผลง่ายๆก็คือ กลัวว่าผมจะซนเกินขนาด แอบนั่งรถเมล์พลัดหลงไปไหนต่อไหนเท่านั้น 

ส่วนประสบการณ์ในการเป็นนักโกหกของตัวเองต้องยอมรับว่าเทียบกับน้าไม่ได้เลย หาได้ไม่มีชั้นเชิงอะไรแม้แต่น้อย 

โดนจับไต๋บ่อยไป 

เรียกได้ว่าเป็น “ไก่อ่อน” ในเรื่องการโกหกก็คงไม่ผิดนัก 

พูดถึงความเป็น “นักโกหก” ชั้นเลิศมันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนมัธยมปลายคนนึง มันชื่อ “แป๊ะ”           

ไอ้เพื่อนคนนี้เป็นคนเงียบๆ ท่าทางเคร่งขรึม ใส่แว่นขอบหนา แต่ไม่ใช่ “เด็กเรียน” โดยเด็ดขาด เพราะมันไม่ใช่คนเรียนหนังสือดี แถมชอบอ่านหนังสือโป๊ 

และนิสัยเสีย (เอ๊ะ หรือว่าดี) ของมันก็คือ ชอบแอบดูหน้าอกหน้าใจของครูสอนภาษาอังกฤษเป็นประจำ          

 ในกลุ่มเพื่อนสนิทจะยิ่งรู้ว่ามันเป็นคนแปลก-แปลกเอามากๆ 

หลังจากเลิกเรียนกลับบ้าน ผมและเพื่อนคนอื่นจะมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน แต่จะไม่มี “ไอ้แป๊ะ” รวมอยู่ด้วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

แต่เมื่อเราก้าวเท้าขึ้นรถแล้ว จะเห็น “แป๊ะ” นั่งยิ้มเจ้าเล่ห์บนเบาะหลังด้านในสุดเป็นประจำ 

ส่วนสาเหตุนะเหรอคครับมันบอกว่า

นี่กูจะเล่าให้มึงฟังคนเดียวนะ รู้แล้วก็เหยียบซะนะ…

คืองี้ เวลากูนั่งขึ้นไปได้ไม่กี่ป้ายก็จะมีคนขึ้นมาเต็มไปหมดใช่มั๊ย คราวนี้แหละ ไอ้แป๊ะพูดอย่างมีอารมณ์ และแลบลิ้นไปมาตลอดเวลา

บางทีก็มีเด็กตัวเล็กๆ หรือที่เห็นบ่อยก็คือผู้หญิงท้อง แต่เมื่อที่นั่งเต็มก็ต้องมีใครเสียสละที่นั่งให้ กูก็จะพยายามสบตากับพวกเด็ก และหญิงท้องพวกนั้น  แล้วก็ต้องทำท่าจะขยับตัวให้พวกมันนั่งเสียเหลือเกิน แต่ก็ลุกไม่ได้เพราะมีคนยืนขวางเต็มไปหมด เพราะกูนั่งอยู่ด้านในสุดใช่มั๊ย

คราวนี้ไอ้พวกที่นั่งอยู่ทางด้านนอก มันก็ต้องเสียสละลุกจากเก้าอี้แทน

แต่มึงรู้อะไรมั๊ย พวกนั้นปากขอบคุณคนที่เสียสละที่นั่งให้ก็จริง แต่พอหันมาสบตากับกูๆรู้เลยว่า พวกนั้นอยากขอบใจกูมากกว่า

แม่งโดนกูหลอกวะ ฮ่า           

พูดจบ “ไอ้แป๊ะ” ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหลมเล็ก บาดหูเสียเหลือเกิน กล่าวได้ว่าเป็นเสียงหัวเราะอันน่าชิงชังเป็นอย่างยิ่ง 

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ผมไม่เคยชื่นชมพฤติกรรมที่มันบอก แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า “ชั้นเชิง” การเป็นนักหลอกลวงของมันเหนือชั้นเกินกว่าที่ผมจะเทียบได้ 

นับตั้งแต่เรียนจบมาผมไม่มีโอกาสได้เจอไอ้เพื่อนตัวแสบคนนี้อีกเลย แต่กลับมีโอกาสพบพานบุคคลที่มีชั้นเชิงของ “จอมโกหก” เช่นไอ้แป๊ะไม่น้อยเลย 

แต่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็คือ พฤติกรรมดังว่าไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้ว่าบาปเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจมา 

การหลอกลวง โกหก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแอบทำ ซ่อนเร้น แต่สามารถแสดงตนได้อย่างเอิกเกริกอีกต่างหาก 

การโกหก ได้กลายเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่เรียกว่าการสร้างภาพ และมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีส่งเสริมการตลาดที่สินค้าบางลักษณะเลือกใช้ 

แนวคิดแบบง่ายงาม สุขนิยม ชีวิตอันรื่นรมย์ การเป็นตัวของตัวเอง สามารถสอดประสานภายใต้แนวคิดเดียวกัน และทั้งหมดถูกสวมทับให้เป็นเครื่องมือในการสร้างความหมายให้กับโทรศัพท์มือถือบางยี่ห้อได้อย่างน่าทึ่ง

ส่วนกรณีใหญ่ๆก็อย่างเช่น การปลุกปั่นว่าเอ็นจีโอ สมัชชาคนจน (บางคน-บางกลุ่ม) ที่ออกมาประท้วงเรื่องการสร้างเขื่อน การเรียกร้องหาความยุติธรรมว่าเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ

หนักข้อก็คือพวกขายชาติ ทำลายประเทศ ไปโน่นเลย 

ที่แสบสันต์ก็คืออดีตผู้นำประเทศที่สามารถหลอกลวงคนครึ่งค่อนประเทศว่าเป็น “นักบุญ” มาโปรดโดยแท้

หรือจะข้ามไปโกอินเตอร์ก็อย่าง ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา ยังสามารถสร้างจินตนาการให้สภาบน-สภาาล่างของสหรัฐเชื่อว่าอิรักมีศักยภาพที่จะทำระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้างโลกได้

และกองทัพสหรัฐได้ยกพล “ขึงพืด” ประเทศอิรักอยู่จนถึงบัดนี้

แต่แปลก-เมื่อผมแสดงข้อคิดเห็นเช่นนี้กับคนส่วนใหญ่ คำตอบเดียวที่ผมมักจะได้รับกลับมามักจะเป็นไปในท่วงทำนองที่ว่า

 มึงบ้าหรือเปล่า-โลกเราก็เป็นอย่างนี้ เรื่องหลอกลวงใครเขาก็ทำกันทั้งนั้น

เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้นะเว้ย มันต้องมีศิลปะ  มีการวางแผนอย่างรัดกุมเหมาะสม ชั้นเชิงการหลอกลวงมันต้องเนียน ไร้ตำหนิ ข้อจับผิด…จำไว้ซะไอ้เวร

 และเหมือนทุกครั้งที่ผมได้ยินคำตอบเยี่ยงนี้ หูผมจะได้ยินเสียงหัวเราะอันแหลมเล็กของไอ้แป๊ะดังอึงอลอยู่ในสมองอย่างไม่อาจบังคับได้

ราวกับ “มัน” เป็นพวกเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ” 





ความรักของลูกหมา

17 02 2007

whisper
 รู้จักคำว่า “ความรักของลูกหมา” บ้างมั๊ยครับ
 ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินก็คือ ตอนที่ครูสอนภาษาอังกฤษตอนมัธยมปลายเปรยออกมา นัยว่ากล่าวเตือนพวกผมและเพื่อนที่เริ่มมีอาการปิ๊งปั๊งกันอย่างคึกครื้นในตอนนั้น
 ความรักแบบลูกหมา จึงน่าจะมีความหมายถึง ความรักไร้สาระของเด็กๆ ซึ่งไม่ควรไปยึดติดว่า จะกลายเป็นรักอมตะ อยู่ยั้งยืนยงกันไปจนกระทั่งแก่ตายอะไรอย่างนั้น
 แล้วมันก็จะผ่านไป-ครูแกว่าอย่างนั้น
 ถึงตอนนี้ผมก็ต้องพยักหน้าหงึกหงัก เห็นตามครูด้วยเหมือนกัน
 แม้จะมี “กรณีพิเศษ” เกิดขึ้นให้เห็นบ้างแต่ก็น้อยเต็มที
 อีกครั้งที่ได้ยินเรื่อง “ความรักของลูกหมา” รู้สึกจะเป็นคำพูดของยอดนักเขียนสตรีผู้ล่วงลับ “สุวรรณี สุคนธา” ที่เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มไหนผมก็เลือนๆไปแล้ว
 คำดังกล่าวนี้ย้อนมากระแทกความรู้สึกอีกครั้งเมื่อได้ดูการ์ตูนเรื่องหนึ่งครับ
 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทั้งอนิเมะคือ ทำการจัดสร้างในรูปแบบของเอนิแมชั่น อัดเป็นซีดี ดีวีดี ขายไปทั่วโลก
 และเป็น มังงะ-เนื่องจากเคยเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อน
 เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า Whisper of the Heart จากค่ายจิบลิของฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้สร้าง  Spirited Away และงานแอนิเมชั่นดีๆอีกหลายเรื่องนั่นเอง
 เรื่องนี้สร้างมาหลายปีแล้ว แต่ผมเพิ่งได้ดูเมื่อปีก่อน
 ดูแล้วก็ชวนให้เกิดอารมณ์โหยหาอดีต นึกถึงคำว่า “ความรักแบบลูกหมา” ขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
 Whisper of the Heart เป็นเรื่องแรกของสตูดิโอที่ไม่ได้กำกับโดย ฮายาโอะ มิยาซากิ หรือ อิซาโอะ ทากาฮาตะ แต่เป็น โยชิฟุมะ คอนโดะ ที่เคยมีส่วนร่วมในงานชั้นเยี่ยมอย่าง Grave of the Fireflies มาก่อน ส่วนมิยาซากิรับหน้าที่เขียนบทเพียงอย่างเดียว
 มิหนำซ้ำ Mimi o Sumaseba ยังไม่ได้เป็นการเขียนขึ้นจากแนวคิดของมิยาซากิ เป็นการดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนแนว shoojo manga (การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิง) ของอาโออิ ฮิอิรางิ
 แต่เป็นงานที่มิยาซากิบอกว่ามีความเป็น “ตัวตน” ของเขาแทรกซ้อนอยู่ไม่น้อยเลย
 เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ทซึคิชิม่า ชิซึคุ เด็กสาวหน้าตาใสซื่อวัย 14 ผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจได้มีโอกาสรู้จักเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมชื่อ “อามาซาวะ เซย์จิ” ซึ่งมีความฝันที่จะเป็นช่างทำไวโอลินฝีมือเยี่ยม
 และนั่นเป็นการเริ่มต้นของความรักอันแสนบริสุทธิ์แบบว่ารักของลูกหมานั่นเอง
 แต่สำหรับ “ความรักของลูกหมา” กลายเป็นประเด็นที่ มิยาซากิบอกว่า “โดน” เข้าไปเต็มๆ
 “ความรักบริสุทธิ์หรือที่เรียกว่าโรแมนติก เลิฟ,มันเป็นบางสิ่งที่ผมไม่เคยพบมาเลยตลอดช่วงเวลาวัยหนุ่มอันเต็มไปด้วยความยุ่งยากของผม และผมฝันอยากจะมีชีวิตอันสวยงามเช่นนั้นตลอดมา”
 “ผมเชื่อว่าการมีความรักในขณะเป็นวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา บางทีความรักที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้สาระมันอาจมีคุณค่าบางอย่างที่เรามองข้ามกันไปหมด”
 นี่ตามิยาซากิเขาบอกนะครับ ผมเพียงแต่ยกคำพูดเขามาอย่างเดียว
 Whisper of the Heart ภายใต้พะยี่ห้อของ ฮายาโอะ มิยาซากิ จึงไม่ได้มีแต่เรื่องของรักใคร่อันจับสาระไม่ได้
 แต่สะท้อนถึงการค้นพบตัวเองได้อย่างคมคายมีชั้นเชิง
 “ผมคิดว่าระบบการศึกษาและสังคมเราได้ให้ค่าที่ผิดๆ เพราะให้ความสำคัญกับการศึกษาในห้องเรียน ปริญญา และการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากจนเกินไป และสิ่งเหล่านี้มันได้ฆ่าตัวตนภายในของหนุ่มสาวในประเทศของเราอย่างน่าเสียดาย” มิยาซากิ แกว่าของแกไปเรื่อยแหละครับ
 ตัวเอกของเรื่องคือ ทซึคิชิม่า ชิซึคุ เป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เหงา และแปลกแยก
 แต่ชีวิตของสาวน้อยก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ได้รู้จักกับอามาซาวะ เซย์จิ
 พัฒนาการในด้านความรักของทั้งสองคนเริ่มต้นความรักแบบ “ลูกหมา” ก่อนจะผลักดันกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน ปลุกพลังชีวิตให้มีชีวิตชีวา เป็นความรักอันสะอาด บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความอบอุ่น
 เซย์จิมีความฝันที่จะเป็นนักไวโอลิน และไม่ลังเลใจที่จะไปให้ถึงฝันนั้น
 การมีฝันอันแรงกล้าของเซย์จิจึงทำให้เด็กหนุ่มยอมพักการเรียนและเดินทางไปอิตาลีเพื่อหวังเอาดีทางการเป็นช่างไวโอลิน
 ที่สำคัญก็คือการเป็น “นักฝัน” ของเซย์จิทำให้ชิซึคุมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาทำตามฝัน ทำตามเสียงเรียกร้องภายใน
 นั่นคือการเขียนนิยายแฟนตาซี
 กล่าวอย่างง่ายๆความสัมพันธ์อันไม่ซับซ้อนของสองหนุ่มสาว ทำให้สาวน้อยวัย 14 ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง
 เมื่อชิซึคุค้นพบตัวเองเจอ ก็ค้นพบความสุข
 Whisper of the Heart มีส่วนตกแต่งที่น่ารัก มีเสน่ห์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมวอ้วนนิสัยกวน ๆ  คนแก่ใจดีอย่างคุณปู่ของเซย์จิ หรือฉากแฟนตาซี่ที่งดงามและเปี่ยมจินตนาการ
 ตามธรรมดาผมไม่เคย “อิน” เท่าไหร่กับเรื่องราวประเภทนี้
 แต่ Whisper of the Heart น่าจะเป็นข้อยกเว้น
 เป็นงานที่ง่ายและงาม สามารถหยิบมาดูได้หลายครั้ง
 ที่สำคัญ ไม่ว่าใครจะมีช่วงเวลาหรือมีความรักแบบลูกหมาอย่างชิซึคุ-เซย์จิหรือไม่ ก็สามารถซาบซึ้งเสน่ห์ของแอนิเมชั่นเรื่องนี้กันได้ทุกคน
 เชื่อผมซิครับคุณ